Posted by: javaboom on: May 20, 2008

จริงๆว่าจะโพสต์เรื่องนี้ในวันที่ 8 พ.ค. 2551 ที่ผ่านมา เพราะเป็นวันที่ลูกสาวของผมอายุครบ 1 ขวบ มาลองคิดไปคิดมา ลูกสาวผมอายุครบ 12 เดือนก็จริง แต่จะว่าไปแล้ว ลูกเกิดมาแล้วเกือบจะ 2 ปี ก็คือรวมเวลาตอนที่ภรรยาได้อุ้มท้องมา 9 เดือนด้วยนั่นเองครับ พอผมมารำลึกถึงวันที่ภรรยาอุ้มท้อง ก็ทำให้สงสาร คิดถึงและรักภรรยาและแม่ของผมมากยิ่งขึ้นไปด้วย เพราะทั้งแม่และภรรยาต้องเสียสละในการตั้งครรภ์เกือบ 10 เดือนเลยแหละ ทั้งเดินลุกนั่งลำบาก จริงๆต้องบอกว่าทำอะไรก็ลำบากไปหมด พอคิดถึงแม่แล้วก็อยากบอกว่าพรุ่งนี้ (21 พ.ค.) ก็เป็นวันคล้ายวันเกิดของคุณแม่ของผมด้วย ผมก็ขอ Happy Birthday คุณแม่ผมล่วงหน้า 1 วันในที่นี้ด้วยแล้วกันครับ ขอให้แม่มีความสุข โดยเฉพาะมีความสุขทั้งสุขภาพกายและใจนะครับ และผมจะ Happy Birthday ไปหาแม่โดยตรงอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ดีจัง ลูกกับย่าของลูกเกิดเดือนเดียวกัน อย่างนี้ต้องฉลอง
โอเคครับ กลับมาที่เรื่องของลูกสาวของผมอีกครั้ง ลืมแนะนำไปเลยครับว่าลูกของผมมีชื่อว่า “แวร์ซายส์” ผมเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้เธอเอง หลายคนอาจจะคิดว่าทำไมถึงกล้าเอาชื่อนี้มาตั้ง ไม่เห็นใจอนาคตลูกบ้างเหรอ คือถ้าลูกโตมาหน้าตาไทยๆแต่ชื่อฝรั่ง เพื่อนก็คงล้อแน่ และบางคนก็ว่าหากลูกโตขึ้นเพื่อนๆคงจะเรียกชื่อสั้นๆว่า “ซายส์” หรือ “ทราย” … เอาเถอะครับ ใครจะคิดไงผมไม่สนครับ ที่ผมตั้งชื่อลูกว่า “แวร์ซายส์” ก็มีที่มาและเมื่อลูกโตขึ้นก็ขอให้ลูกเข้าใจในความหมายที่ซ่อนในชื่อนี้ก็พอครับ แล้วมีที่มาว่าอย่างไรเหรอ … ?
ในช่วงเดือนกันยายนของปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) ผมถือโอกาสไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หรือเที่ยวฮันนีมูนทางประเทศแถบยุโรป 3 ประเทศด้วยกันคือ ฝรั่งเศส อิตาลี และโมนาโค รวมระยะเวลาประมาณ 10 วัน ในเวลาอันสั้นนี้ ผมได้ท่องเที่ยวสถานที่หลายแห่งด้วยกัน แต่สถานที่ที่โด่งดังที่ผมได้เที่ยวและจำได้ขึ้นใจ ได้แก่ พระราชวังแวร์ซายส์ (Palace of Versailles), หอไอเฟล (Eiffel Tower), กาสิโนที่เมืองมอนติคาโร (Monte Carlo) เมืองของคนรวย สามารถเห็นคนใช้รถ Porsche และ Ferrari อย่างกับขับวีออสบ้านเรา, หอเอนปิซ่า (Leaning Tower of Pisa), เมืองท่าเวนิซ (Venice), เมือง Florence ที่สวยงดงามและมีรูปปั้นเดวิด อันโด่งดังของ Michelangelo, ไปชมน้ำพุ Trevi ที่อลังการ ณ กรุงโรม, โคลอสเซี่ยม (Colosseum), พิพิธภัทธ์วาติกัน (Vatican Museums) ที่เป็นฉากหนึ่งของหนังเรื่อง Mission Impossible 3 ที่อีธาน (รับบทด้วยทอมครุส) ต้องบุกรุกเข้าไปขโมยอะไรบางอย่างออกมา, Saint Peter’s Square และได้เจอพระสันตปาปา Benedict XVI พระองค์จริงด้วย เป็นต้น ไปชมภาพบางส่วนของทริปคร้งนี้ได้ที่ Hi5 ของผม (javaboom.hi5.com) อย่างไรก็ดี สถานที่อันน่าจดจำมากที่สุดในครั้งนี้ก็คือพระราชวังแวร์ซายส์ อันเป็นที่มาของชื่อลูกสาวของผมนั่นเอง

ในวันที่ 13 กันยายน 2549 ผมกับภรรยาไปฮันนีมูนที่ฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส โดยในวันถัดมาคือวันที่ 14 เราไปเที่ยวชมพระราชวังแวร์ซายส์อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของฝรั่งเศสที่โด่งดังมาก จากการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ พบว่าพระราชวังนี้ได้ถูกก่อสร้างราวศตวรรษที่ 17 หรือช่วงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และได้รับการขยับขยายในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อืม…ขอเกริ่นประวัติศาสตร์แค่นี้พอ เพราะผมตกวิชาประวัติศาสตร์ ให้ดูภาพประกอบด้านบนแล้วกัน เป็นภาพที่ผมกับภรรยาสวีทหวานแหวบนทางเดินในพระราชวัง บนเพดานหรือพนังตกแต่งด้วยภาพวาดที่สวยงดงาม รวมไปถึงโคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับต่างๆที่ดูหรูหรา สมกับเป็นประเทศผู้นำแฟชั่นอย่างแท้จริง
พระราชวังใหญ่มากก็จริง แต่ว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินเบียดเสียดกัน ทำให้พื้นที่เดินน้อยลงไปด้วย การจะตั้งท่าถ่ายรูปสวยๆก็ทำได้ยาก อย่าว่าแต่จริงๆแล้วเจ้าหน้าที่เขาก็สั่งห้ามไว้แล้วว่าห้ามถ่ายรูปในพระราชวัง และเมื่อผมกับภรรยาเข้ามาในห้องที่มีภาพวาดงานอภิเษกสมรส ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเป็นงานอภิเษกสมรสของพระเจ้าหลุยส์องค์ไหน (15 หรือ 16 นี่แหละ) ถ้าได้ไปอีกครั้งจะกลับมาบอกครับ (หรือถ้าใครทราบก็บอกซะตอนนี้เลย) เล่าต่อ… ในระหว่างที่ผมกำลังยืนฟังไกด์กำลังบรรยายที่ไปที่มาของรูปภาพอย่างตั้งอกตั้งใจ ภรรยาของผมก็มากอดที่แขนขวาของผมและทำหน้าเบลอๆเหมือนกับเหนื่อยและเหมือนจะเบื่อๆไม่อยากฟัง และอยู่ดีๆภรรยาผมก็นั่งลงแบบยองๆกับพื้น โอเค ตอนนั้นผมก็คิดว่าเธอคงจะเบื่อฟังเต็มทนก็นั่งเงียบแล้วกัน แต่ทันใดนั้น ภรรยาของผมก็ล้มตึ้งลงกับพื้น โหนกแก้มด้านขวาก็ฟาดพื้นห้องเข้าให้เต็มเหนี่ยวจนมีเสียงดัง ตุ๊บ! ผมยังคงยืนงงไปสักระยะ (ประมาณ 1-2 วิ) เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอคนเป็นลมต่อหน้าต่อตา จากนั้น ผมจึงพยุงเธอขึ้นมา เธอยังคงไม่ได้สติ เจ้าหน้าที่ในพระราชวังรีบวิ่งเข้ามาดู พร้อมกับฝรั่งมุง (ประมาณว่าไทยมุง) และมีทีมพยาบาลตามมาติดๆ แต่โชคดีครับ ผู้ที่มาทัวร์กับผมในครั้งนี้เป็นหมอมากกว่า 10 ท่าน (รวมพ่อของผมด้วย) ซึ่งได้ช่วยปฐมพยาบาลภรรยาผมจนได้สติ และแพทย์ได้สันนิษฐานว่าที่ภรรยาผมเป็นลมอาจจะเนื่องจากอากาศในวังถ่ายเทไม่สะดวกและร่างกายของเธอยังปรับสภาพกับอากาศยังไม่ทัน (ไทยกับฝรั่งอากาศต่างกันมากๆ) บวกทั้งเธอยังทานข้าวได้เพียงนิดเดียว
เรามีความสุขมากในการฮันนีมูน เพราะได้ไปเที่ยวในสถานที่อลังการและสวยงาม มีอากาศดีๆและเย็นๆให้หายใจ แต่ทว่าในบางช่วงนั้น ภรรยาของผมดูท่าจะไม่ค่อยดี เพราะการที่เธอเป็นลมและศีรษะกระแทกพื้นจนมึนงงไม่หาย ตรงข้างคิ้วมีรอยช้ำด้วย ไม่พอเธอเป็นภูมิแพ้เป็นทุนเดิม เมื่อร่างกายอ่อนแอลง อาการภูมิแพ้ก็กำเริบ ทำให้หายใจไม่สะดวก มีน้ำมูกน้ำตาไหลเป็นระยะ แต่ที่น่าเป็นห่วงเธอที่สุดก็คือ เธอทานอะไรแทบไม่ได้เลย อาหารแต่ละอย่างเรียกว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของฝรั่งเศสและอิตาลี แต่เธอกับทานไม่อร่อยและดูเหมือนจะคลื่นไส้ทุกทีที่ได้เห็นอาหารเหล่านั้น และก็อาเจียนไปหลายครั้ง ดังนั้น โชคดีจึงเป็นของผมที่อ้วนท้วนจากการทานพิซซ่า พาสต้า ขนมปัง และอาหารอิตาลีมากมาย สำหรับเธอนั้น ทานได้แต่มาม่า โชคดีมากเลยที่เราพกมาม่าคัพไว้เต็มกระเป๋า ทานได้ก็จริง แต่มาม่าบางทีก็ไม่อยู่ท้อง ส่วนการเดินเหินของเธอนั้นก็ไม่ค่อยจะสะดวก เพราะเธอจะปวดหัววิงเวียนคล้ายจะเป็นลมเป็นระยะๆ ยิ่งถ้าอากาศเย็นแต่แดดเปรี้ยงล่ะก็อาการวิงเวียนจะเด่นชัดมาก พ่อแม่ของผมและแม่ของภรรยาก็ได้สันนิษฐานกันว่าคงเป็นเพราะภรรยาผมแพ้ท้องครับ (แต่ยังไม่ทราบว่าโดนนำไปกี่ศูนย์)
นอกจากการที่ผมได้ไปฮันนีมูนในเดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ท่านยังจำได้หรือเปล่าครับว่าในช่วงเวลานั้นมีเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทยเกิดขึ้น นั่นก็คือ รัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั่นเอง วันนั้นผมจำได้เลยว่าผมยังอยู่ในกรุงโรม ข่าวรัฐประหารดังทั่วโลกจนข้ามมายุโรป บวกกับคนทางบ้านในไทยโทรศัพท์มาบอกว่าท่านอดีตนายกทักษิณโดนทหารโค่นแล้ว ทหารพร้อมอาวุธกระจายกำลังทั่วประเทศ ช่องโทรทัศน์งดการแพร่ภาพ และสนามบินก็มีทหารและรถถังปิดล้อม เอาล่ะครับ ตอนนั้นผมได้ยินก็ขนลุกซู่แล้ว นึกไปไกลเลยครับว่า โอ่วไม่..นี่เราจะได้ใช้ชีวิตในอิตาลีแล้วเหรอ อย่างไรก็ดี วันที่จะกลับเมืองไทย ทางสายการบินไทยอันเป็นสายการบินที่เราจะบินกลับก็แจ้งมาว่า “ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” เป็นการปฏิบัติวัติแบบสงบ เอ่อ?…เป็นไงหวา เพิ่งจะเคยได้ยินนี่แหละ การปฏิวัติมีแบบสงบด้วยเหรอ มีครับก็ประเทศไทยไงครับ นี่ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของชาวไทยเลยครับ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ก็ได้ปฎิรูปโดยการยึดอำนาจรัฐแบบสงบ (ไม่ได้ใช้คำว่าปฏิวัตินะครับ) โอเคครับ ปฏิวัติระบอบทักษิณเป็นข่าวดีหรือไม่ดีผมไม่ขอแสดงความคิดเห็น แต่สำหรับผมแล้ว ผมมีข่าวดีที่สุดข่าวหนึ่งครับ
เมื่อถึงไทยได้สัก 2 วัน ผมก็พาภรรยาของผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบล จากการที่แม่ของเรารวมทั้งพ่อผมต่างสันนิษฐานว่าภรรยาของผมกำลังตั้งครรภ์ และผลการตรวจ Preg Test (ตรวจครรภ์) ก็เป็น Positive นั่นคือภรรยาของผมกำลังตั้งครรภ์นั่นเอง และตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 สัปดาห์ แน่นอนครับ ตอนนั้นยังระบุเพศของลูกผมไม่ได้ แต่ก็ Yeah! ผมได้เป็นพ่อคนแล้ว! จะลูกชายหรือลูกสาวผมก็รักครับ ตอนนั้นก็นึกขำๆว่าจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรดี ผมคิดชื่อเด็กผู้ชายไม่ออกเลยครับ ไม่รู้เพราะอะไร ผมคิดว่าชื่อเด็กผู้ชายตั้งยากจริงๆ ผมเลยคิดว่าตั้งชื่อลูกผู้หญิงก่อนแล้วกัน และถ้าได้ลูกชายค่อยคิดทีหลัง ผมคิดชื่อหนึ่งขึ้นมาได้ คือ “ฟ้าใส” จะเอาชื่อนี้ไว้เป็นชื่อเล่นของลูก หากว่าได้ลูกแฝดสาวจะตั้งชื่อว่า “ละอองดาว” กับ “ละอองฟอง” และเมื่อได้ไปดูหนังเรื่อง Season Change ก็ได้ไอเดียว่าจะตั้งชื่อจริงว่า “ทิมปณี” เป็นชื่อกลอง Timpani ที่พระเอกในหนังเล่น แต่ผมเปลี่ยนแปลงชื่อให้ดูเหมือนผู้หญิงอีกนิด โดยเปลี่ยนเป็นชื่อว่า “ทิมมณี” หรือแปลเป็นไทยก็คือแก้วทับทิมนั่นเอง
เมื่อตั้งครรภ์ได้ครบ 3 เดือน ก็ไปตรวจครรภ์เพื่อดูว่าเป็นเพศอะไร จากผลอัลตราซาวน์หมอชี้จุดที่ระบุว่าเป็นเพศชาย เอ่อ…ก็เห็นเป็นจุดเล็กๆนะไม่ชัดมากเท่าไหร่ ทีนี้แหละครับ ชื่อเด็กผู้ชายตั้งว่าไงดีหว่า…นึกไม่ออกเก็บไว้ก่อน (ตอนนั้น เรียกไปง่ายๆก่อนว่า “ตี๋น้อย”) จนมาเดือนที่ 4 ไปหาหมออีกครั้งทีนี้อัลตราซาวน์ว่าเป็นหญิง อ่า…งง! ชายหรือหญิงกันแน่ เลยตัดสินใจเลยว่า เอางี้ เดือน 6 เราไปตรวจอัลตราซาวน์ 4 มิติให้เห็นรู้ดำรู้แดงไปเลยว่าจู๋หรือจิ๋ม และที่สำคัญคือไปดูว่าหน้าตาเหมือนพ่อหรือแม่ ก็เดินทางเข้ากรุงไปตรวจที่โรงพยาบาลพระรามเก้า ผลก็คือเป็นเพศหญิงครับ คางสวยและโครงหน้าสวยได้พ่อ (คือผม) เลยแหละครับ หมอที่อัลตราซาวน์ให้ยังชมเลยว่าคางสวยมาก ผมก็ยิ้มและพูดในใจว่า “ได้จากผมเองครับ”
ได้ฤกษ์ในการตั้งชื่อสักที ผมขอตั้งเองแล้วกัน ชื่อเล่นชื่อ “ฟ้าใส” ชื่อจริงชื่อ “ทิมมณี” แต่พอผ่านไปสักระยะ มีละครอยู่ 2 เรื่องด้วยกันที่นางเอกมีชื่อว่า “ฟ้าใส” ภรรยาผมบอกว่าเปลี่ยนกันดีกว่า เอาล่ะตอนนั้น คิดไม่ออกจะเปลี่ยนเป็นอะไรดี ส่วนชื่อจริงก็เปลี่ยนเพราะเมื่อนำไปรวมกับนามสกุลของผมแล้วทำให้มีจำนวนพยางค์ 13 พยางค์ คนไทยเขาถือว่าไม่เหมาะ ทีนี้แม่ของผมก็เลยเปลี่ยนชื่อจริงให้ ยาวขึ้นครับ ยาวจนไม่รู้ว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า นั่นคือชื่อว่า “ศริพิณมณี” ลูกผมก็ได้ทำ Passport ตอนอายุ 7 เดือนและได้ใช้แล้วด้วย ตอนเขียนชื่อลงแบบฟอร์มทีก็ยาวเฟื๊อยเลยครับ ต่อไปคงได้เขียนเป็นชื่อย่อแน่นอน
ส่วนชื่อเล่นนั้น ผมต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ผมเลยนึกถึงวันที่ภรรยาผมต้องเป็นลมในห้องที่มีภาพวาดงานอภิเษกสมรสของพระเจ้าหลุยส์ที่พระราชวังแวร์ซายส์ อืม…เป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำ และจริงๆแล้วต้นเหตุก็มาจากการที่ภรรยาของผมแพ้ท้องนั่นเอง เจ้าตัวน้อยในท้องเลยทำให้มารดาเสียการทรงตัวจนต้องล้มลงหน้าและหัวกระแทกพื้น เอาล่ะตัดสินใจเด็ดขาดว่าชื่อ “แวร์ซายส์” แล้วกัน
หลายท่านอาจจะบอกว่า”แวร์ซายส์” เป็นชื่อพระราชวัง แล้วไม่ถือเป็นการจาบจ้วงเบื้องสูงหรือไง ไม่หรอกครับ ผมได้ค้นข้อมูลมาแล้วว่าแต่เดิมนั้นแวร์ซายส์เป็นชื่อเมืองหรือเป็นชานเมือง (suburb) ของกรุงปารีสครับ ส่วนพระราชวังแวร์ซายส์ก็เป็นพระราชวังในชานเมืองที่เรียกว่าแวร์ซายส์นี่เองครับ
ชื่อว่า “แวร์ซายส์” นั้นหาใช่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ชื่อดูหรูหราและไม่ซ้ำกับชื่อคนอื่น หรือใช่เพียงแค่ให้เป็นการรำลึกถึงสถานที่อันทำให้เกิดชื่อเล่นของลูกเท่านั้น แต่อยากให้ลูกรำลึกไว้เสมอว่า ณ ตอนที่ลูกอยู่ในท้องเป็นตัวอ่อนเล็กๆนั้น มารดาของเจ้าก็ต้องเจ็บปวดอะไรมามาก ทั้งเป็นลมหัวฟาดพื้น อาเจียน เหม็นโน้นเหม็นนี่ ทานอะไรแทบไม่ได้ อะไรที่เคยชอบที่เคยทานได้ก็ทานไม่ได้เพราะถ้าทานเข้าไปก็จะอาเจียน น้ำมูกน้ำตาไหล เดินนั่งไม่สะดวก วิงเวียนศรีษะปวดหัวจนร้องไห้ … โดยสรุปแล้ว ชื่อว่า “แวร์ซายส์” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หลังจากนั้นมารดาของลูกต้องเจอความลำบากมากมาย จนกระทั่งเจ้าได้ลืมตาดูโลก พ่อกับแม่ก็ยังต้องเลี้ยงดูลูกต่อไป ต้องทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงดู ต้องอาบน้ำ แต่งตัว พาไปเดินเล่น กล่อมนอน บางวันนอนได้นิดเดียวเพราะต้องตื่นมาป้อนน้ำป้อนนม มากล่อมเพลงเล่านิทานให้เจ้าหลับสบาย … ลำบากจริงๆ การเป็นพ่อแม่คน จำไว้นะลูก ชื่อว่า “แวร์ซายส์” ความหมายนั้นลึกซึ้ง และโตขึ้นเมื่อไหร่ก็อย่าซนแล้วกัน

“กำลังสั่งสอนให้รู้จักบุญคุณของแม่ผ่านชื่อของลูกอยู่นะ มาทำหน้าล้อเลียนอีก”
[...] ในวันที่ 8 พฤษภาคม ลูกสาวของผมอายุครบ 1 ขวบครับ ตอนนี้ ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกลูกสาวดีหรือเปล่า เพราะซนมากๆ ซนกว่าเด็กผู้ชายที่เรียกว่าซนๆแก่นๆซะอีก สำหรับที่มาของชื่อเล่นลูกสาวของผม ก็ไปอ่านได้ที่ เมื่อลูกครบ 1 ขวบกับที่มาของชื่อเล่… [...]
May 21, 2008 at 1:52 am
อ่านไป อมยิ้มไป เรื่องราวมันเป็นแบบนี้นี่เอง
ลูกสาวอาจารย์น่ารักจังเลยนะครับ