Posted by: javaboom on: July 24, 2008
จากเว็บของ Sys-Con Media มีหัวข้อชื่อ Twenty Experts Define Cloud Computing ซึ่งเป็นการนิยามความหมาย รวมถึงการอุปมาอุปไมยนิยามของ Cloud Computing โดยผู้เชี่ยวชาญ 20 ท่าน ผมได้สรุปนิยามไว้เพียงบางส่วน โดยตัดคำพูดมาเพียงบางตอนของบางท่านเท่านั้น และเป็นการเรียบเรียงด้วยภาษาของผมเอง โดยคงความหมายของต้นฉบับเอาไว้ และผมยังได้สอดแทรกการวิเคราะห์ของผมเองแนบไว้ด้วยตัวหนังสือสีแดง
ดูความหมายของCloud Computingได้ที่บทความ “นิยามคำว่า Cloud Computing“
Omar Sultan ยกตัวอย่างหนึ่งเปรียบเทียบ Cloud Computing ไว้ว่า
“ถ้าผมจะอธิบายลูกค้าถึงความหมายของ Cloud Computing ผมจะยกตัวอย่างผ่านคำว่า Cloud Dinning หรือมื้ออาหารในกลุ่มเมฆ
สมมติว่าผมอยู่ที่บ้านและผมมีหน้าที่ทำอาหารเลี้ยงปากท้องสมาชิกในบ้าน ถ้าลูกน้อยของผมมาอ้อนวอนว่าอยากทานอาหารอิตาลี…ผมจะทำอาหารให้ลูกผมทานเองหรือสั่งอาหารอิตาลีจากข้างนอกมาดี? สมมติว่าผมไม่มีเครื่องครัว ไม่มีวัตถุดิบที่จะเอามาทำอาหารล่ะ ดังนั้น ผมจำเป็นต้องโทรสั่งอาหารหรือวัตถุดิบจากข้างนอกซะแล้ว เช่นกันกับ Cloud Computing เรามี application ที่ต้องการการสนับสนุนจาก cloud computing (ได้แก่ ทรัพยากรและบริการจากองค์กรอื่นๆ)”
จากคำพูดนี้ ผมสรุปได้ว่า Cloud Computing ก็คือการพึ่งพาทรัพยากรจากแหล่งอื่นๆ เช่น จากบริษัทอื่นๆ, จากdata centerที่อื่น, หรือแม้แต่จากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของเพื่อนบ้านหรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย เป็นต้น อาจจะเป็นทรัพยากรที่เราต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการหรืออาจจะขอใช้ฟรีๆ(แต่มีข้อจำกัดหรือข้อแม้) เหตุที่เราต้องพึ่งพาทรัพยากรจากที่อื่นเพราะว่าเราไม่มีทรัพยากรเหล่านั้น หรือแม้เรามีทรัพยากรอยู่แล้วแต่เราอาจต้องการจำนวนหรือขนาดที่มากขึ้นหรือมีความสามารถมากขึ้น มันก็ไม่ได้ต่างจากระบบการซื้อขายสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันในชีวิตคนเรา ยกตัวอย่างเช่น หากเรามี harddisk ขนาด 320 GB หากว่าเราเป็นคนที่ชอบถ่ายรูปเป็นงานอดิเรกและต้องการเก็บรูปภาพที่ถ่ายมาลงฮาร์ดดิสก์เพื่อเอาไว้เปิดดูหรือพิมพ์ออกมาในวันข้างหน้า ฮาร์ดดิสก์ 320 GB ย่อมมีวันเต็มได้ในที่สุด สมมติว่าเราไม่ไว้ใจหน่วยจัดเก็บข้อมูลสำรองอย่าง DVD หรือ Thumb drive เราอาจจะพึ่งพื้นที่จัดเก็บรูปภาพออนไลน์จาก Flickr.com ซึ่งมีพื้นที่จัดเก็บให้ถึงเดือนละ 100MB แต่ถ้าหากอยากได้พื้นที่ไม่จำกัด (unlimited storage) ก็จ่ายเงินต่อปีไปซะ 20 เหรียญก็ได้พื้นที่ดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวก็ใช่ว่าจะเป็นของเรา เพียงแต่เราไปเช่าเขามาเท่านั้น เสมือนกับการ outsourcing นั่นเองครับ
Jan Pritzker กล่าวว่า
“Cloud คือแหล่งทรัพยากรขนาดมหึมาที่สามารถตอบสนองตามความต้องการของapplicationได้ทันที(on-demand)
Cloud คือสิ่งที่เสมือนจริง (virtualized) เนื่องด้วยความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้ อาจจะต้องการมากขึ้นหรือน้อยลงได้ตลอดเวลา หรือแม้แต่ในความเป็นจริงทรัพยากรจำเป็นต้องย้ายที่จากเซิร์ฟเวอร์หนึ่งไปอีกยังเซิร์ฟเวอร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ การจัดเตรียมทรัพยากรที่มีอยู่จริงให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ที่มีอยู่หลากหลายจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ดังนั้น เราจึงต้องใช้วิธีสร้างทรัพยากรหรือบริการที่ดูเสมือนจริงขึ้นมา
Cloud มีแนวโน้มที่สามารถถูกตีราคาได้เหมือนบริการสาธารณูปโภค (อย่างเช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์) การตีราคาแทนที่จะประเมินตามจำนวนหน่วย(เป็นชิ้นที่มองเห็นหรือจับต้องได้)ของทรัพยากร ก็เปลี่ยนมาเป็นการประเมินตามเวลาที่ใช้ ใช้มากเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ใช่ข้อบังคับ เราอาจจะตีราคาการใช้งานทรัพยากรใน Cloud อย่างที่ตอนซื้อพิซซ่าก็ได้ เช่น คิดเป็นชิ้น”
ผมสรุปได้ว่า Cloud ก็คือแหล่งของทรัพยากรที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใหญ่อย่างที่มีอยู่จริงก็ได้ แต่ผู้ที่ให้บริการเขาต้องหาวิธีจัดเตรียมทรัพยากรให้มากพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ได้ ดังนั้น ผู้ให้บริการต้องกล้ารับประกันว่าสามารถทำเช่นนี้ได้จริง ยกตัวอย่างเช่น Google ที่มีคอมพิวเตอร์มากกว่าครึ่งล้านเครื่อง หากGoogleจะลงทุนกับการบริการCloud Computingจึงไม่ใช่เรื่องลำบากมากนัก
ส่วนนิยามที่ว่า Cloud คือสิ่งที่เสมือนจริง ก็ยกตัวอย่างได้จากบริการ Cloud Computing ของ Amazon EC2 ที่จัดเตรียมเครื่องมือให้ผู้ใช้สร้างสเป็คคอมพิวเตอร์ได้ตามความต้องการ เช่น สามารถกำหนดจำนวนโปรเซสเซอร์(จำนวน core)ว่าให้มีได้กี่ตัวในคอมพิวเตอร์หนึ่งระบบ กำหนดได้ว่าอยากให้คอมพิวเตอร์มีความจุฮาร์ดดิสก์ได้เท่าไหร่ และกำหนดได้ว่าจะติดตั้งโปรแกรมอะไรลงไปบ้าง เป็นต้น อย่างไรก็ดี คอมพิวเตอร์ที่ออกแบบได้เองตามใจของลูกค้านี้จริงๆแล้วไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงแค่คอมพิวเตอร์เสมือน(Virtual machine)หรือโปรเซส(process)ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของXen เราจะเห็นได้ว่าเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถสนองความต้องการของลูกค้าได้ โดยไม่ต้องอิงกับทรัพยากรที่มีอยู่จริง
ข้อดีที่เห็นได้ชัดของคอมพิวเตอร์เสมือน ก็คือ การกำหนดสเป็คเครื่องได้ตามต้องการ และข้อดีต่อมาคือความสามารถเคลื่อนย้ายที่ของคอมพิวเตอร์เสมือนจากเซิร์ฟเวอร์(คอมพิวเตอร์จริงที่รันคอมพิวเตอร์เสมือน)ไปยังที่อื่นได้อย่างรวดเร็วและลงทุนน้อย และเคลื่อนที่ได้แม้ขณะโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์เสมือนกำลังทำงานอยู่ เราไม่จำเป็นจะต้องปิดเครื่อง(shutdown)เลยก็ได้ เป็นข้อดีให้การประมวลผลของโปรแกรมที่รันบนคอมพิวเตอร์เสมือนสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องได้เลย เราเรียกคุณสมบัตินี้ว่า Live Migration
ข้อดีอีกข้อหนึ่งของคอมพิวเตอร์เสมือน คือผู้ใช้สามารถสร้างหรือทำลายคอมพิวเตอร์เสมือนได้อย่างรวดเร็วให้ตรงตามความต้องการของงาน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเปิดเซิร์ฟเวอร์ขายสินค้าออนไลน์ และคุณเลือกลงทุนเช่าคอมพิวเตอร์เสมือนกับAmazon EC2เริ่มต้นเพียง 1 เครื่อง แต่คุณคาดการณ์ได้ว่าทุกๆเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปีจะต้องมีลูกค้ามากกว่า 10,000 คนเข้ามาซื้อสินค้าบนเว็บพร้อมๆกัน ดังนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวคุณสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นตามจำนวนลูกค้า เช่นคุณกำหนดว่าลูกค้า 10,000 คนสามารถถูกบริการได้โดยคอมพิวเตอร์เสมือน 1 เครื่อง ดังนั้น หากมีลูกค้าเข้ามาพร้อมๆกันจำนวน 30,000 คน คุณก็สร้างคอมพิวเตอร์เสมิอนขี้นมาอีก 2 เครื่อง (รวมของเดิมเป็น 3 เครื่อง) แต่เมื่อจำนวนลูกค้าลดลงเหลือ 15,000 คน คุณอาจจะกำจัดคอมพิวเตอร์เสมือนออกไป 1 เครื่องให้คงเหลือ 2 เครื่องก็ได้ ทั้งนี้ Amazon EC2 จัดเตรียมระบบที่ช่วยในการแบ่งเบาภาระของเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนไว้ให้ด้วย และจัดเตรียมเครื่องที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มและลดจำนวนเครื่อง รวมถึงเลือกตำแหน่งของเครื่องที่จะติดตั้งได้เช่น เลือกว่าจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนติดตั้งที่รัฐหรือประเทศอะไรบ้าง ถ้าหากลูกค้าอยู่ทางฝั่งเอเชียเยอะๆก็อาจเลือกติดตั้งเครื่องชุดหนึ่งไว้ที่ประเทศจีน และติดตั้งอีกส่วนหนึ่งไว้ที่สหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบันนี้ (เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551) Amazon EC2 กำหนดพื้นที่สำหรับวางเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนไว้เพียงสหรัฐอเมริกา ส่วนพื้นจัดเก็บข้อมูลของบริการ Amazon S3 มีอยู่ทั้งทางฝั่งอเมริกาและยุโรป ส่วนทวีปอื่นที่เหลือ Amazon ยังไม่ได้ไปเปิดบริการ
สำหรับข้อดีของคอมพิวเตอร์เสมือนในฝั่งทางด้านผู้ให้บริการ ได้แก่ ช่วยลดต้นทุนในการจัดหาคอมพิวเตอร์ที่เป็นของจริง, การปล่อยหน้าที่การควบคุมและดูแลคอมพิวเตอร์เสมือนให้กับลูกค้า, การเคลื่อนย้ายที่อยู่ของคอมพิวเตอร์ทำได้สะดวก, ช่วยเพิ่มการใช้งานของโปรเซสเซอร์ของคอมพิวเตอร์จริงได้มากขึ้น (หรือเพิ่มCPU utilitization), ประหยัดค่าไฟและค่าบำรุงเครื่อง (คอมพิวเตอร์จริงเครื่องหนึ่งสามารถสร้างคอมพิวเตอร์เสมือนได้มากกว่า 1 เครื่องขึ้นไป และเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือนแต่ละเครื่องมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จริง)
ส่วนอีกนิยามที่กล่าวว่า Cloud สามารถถูกตีราคาเหมือนบริการสาธารณูโภคนั้นยืมหลักการมาจาก Utility Computing ที่กล่าวไว้ว่าผู้ใช้ทรัพยากรสามารถจ่ายเงินค่าบริการได้ตามที่ใช้งานจริง ยกตัวอย่างเช่น บริการ Cloud Computing จากAmazon EC2 ผู้ใช้สามารถจ่ายค่าบริการเริ่มต้นเพียงชั่วโมงละ $0.10 (10 เซ็นต์ หรือประมาณ 3 บาทกว่าๆ) ต่อการใช้งานคอมพิวเตอร์เสมือน 1 ชั่วโมง และการเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลผ่านบริการ Amazon S3 มีค่าบริการอยู่ที่ $0.15 ต่อGB โดยทุกๆสิ้นเดือน Amazon จะจัดเก็บค่าบริการตามที่ลูกค้าใช้จริงผ่านการหักยอดที่บัตรเครดิตของลูกค้า
Trevor Doerksen กล่าวสั้นๆว่า
“Cloud ก็คือ เอ่อ…. Grid Computingในรูปแบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ (user-friendly) ดีๆนี่เอง
“
ผมชอบความหมายนี้มากและก็เห็นด้วยเลยทีเดียว ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารบางท่านโดยตรงทั้งจากทาง IBM, HP, A*STAR, iDA, และ Platform Computing ทุกท่านยอมรับว่า Cloud Computing ก็คือ Grid Computing เพียงแต่ Cloud Computing เน้นกลุ่มเป้าหมายและมีวิธีการนำเสนอรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างไปจากGrid Computing โดยจะว่าไปแล้ว Cloud Computing ดูเหมือนจะเน้นผู้ใช้เป็นหลัก (client-centric) เช่น Cloud Computing จัดเตรียมรูปแบบการให้บริการทรัพยากรที่ง่ายและสะดวก ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในทางเทคนิคมากมาย คือ Cloud Computing พยายามนำเสนอรูปแบบการใช้งานที่สะดวกและเข้าถึงผู้ใช้ได้เหมือนกับ Web 2.0 ให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนว่าแค่ใช้ browserเป็น (เช่น IE หรือ Firefox) ก็สามารถใช้Cloud Computingได้แล้ว ส่วน Grid Computing จะเน้นไปที่ระบบเป็นหลัก (system centric) เช่น จะบริหารทรัพยากรให้ถูกใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพได้อย่างไร, จะเอาCPUจากที่ไหนบ้างเพื่อนำมารันโปรแกรมวิทยาศาสตร์ของโครงการแล้วได้ความเร็วสูงสุด (เพิ่มspeedup), และถ้าหากว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรไม่เพียงพอจะมีวิธีรับมือกับปัญหาเช่นนี้ได้อย่างไร (เช่น มีระบบจองล่วงหน้าหรือadvance reservation) เป็นต้น
เมื่อมอง Grid Computing ในมุมของผู้ใช้แล้ว จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม พบได้ว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรที่มีความรู้ในทางเทคนิคมากพอสมควร อย่างเช่น ถ้าหากผมอยากจะเอาโปรแกรมของผมไปรันบนGrid Computing ผมก็ต้องพัฒนาโปรแกรมให้เข้ากันได้กับระบบที่Grid Computingบังคับ และผมยังต้องรู้จักวิธีการใช้งานคำสั่งพื้นฐานบางคำสั่งเพื่อจัดส่งโปรแกรมของผมไปรันบนGrid Computing แม้ว่าจะมีGrid Portalที่จัดเตรียมมาให้ง่ายต่อการเข้าถึงGrid Computingแล้วก็ตาม แต่Grid Computingยังขาดปัจจัยอะไรบางอย่างที่เป็นแรงผลักดัน(incentive)ให้ผู้คนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในGrid Computing ไม่ว่ามีส่วนเป็นผู้ใช้หรือผู้ให้บริการก็ตาม ถ้ามองในแง่ของCloud Computingแล้ว กลับมีแรงผลันดันที่มากกว่า เช่น เป็นการซื้อขายที่รับประกันความเชื่อถือของระบบ (เช่น รับประกันคุณภาพ QoS ตามข้อตกลง SLA) และการจัดเตรียมบริการที่หลากหลายและบริการได้ในปริมาณที่ลูกค้าต้องการได้ เป็นต้น
แต่หากเรามองในมุมที่ว่า Grid Computing ก็เพียงขาดปัจจัยบางอย่างเท่านั้น หากมองว่า Grid Computing สามารถเชื่อมบริการต่างๆได้อย่างWeb 2.0 เพื่อให้บริการที่หลากหลาย ใช้งานได้ง่าย และเข้าถึงผู้คนส่วนใหญ่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้หลากหลายและทันที เราก็สามารถพูดได้ว่า Cloud Computing ก็คือ Grid Computing ในรูปแบบที่เอาใจผู้ใช้นั่นเอง
Thorsten von Eicken กล่าวไว้ว่า
“มีผู้คนจำนวนมากที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในวงการคอมพิวเตอร์ เขามีความคิดเหมือนๆกันในเรื่อง Cloud Computing โดยกล่าวว่า จริงๆแล้ว Cloud Computing ก็คือ การใช้สิ่งของหรือบริการของผู้อื่น (outsource), การจ่ายค่าบริการตามที่ใช้จริง (Pay-as-you-go), การตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ทันทีทุกที่ทุกเวลา (on-demand), อะไรบางอย่างในอินเตอร์เน็ต, และอื่นๆอีกมากมาย
“
“ซอฟต์แวร์ในยุคของCloud Computingจะต้องมีความฉลาดมากขึ้นเพื่อสนองต่อความต้องการของผู้ใช้ ดังนั้น หากผู้ใช้ต้องการอะไรจากซอฟต์แวร์ ระบบเบื้องหลังจะต้องจัดหาสิ่งที่จะสนองความต้องการกับผู้ใช้ให้ได้ แน่นอนว่าไม่มีซอฟต์แวร์เช่นนี้อยู่จริง จึงทำได้เพียงซอฟต์แวร์เสมือน และผู้ใช้สามารถใช้ซอฟต์แวร์นี้โดยไม่ต้องเข้ามาข้องเกี่ยวกับความซับซ้อนเบื้องหลังแต่อย่างใด”
เป็นเรื่องท้าทายของผู้ให้บริการบน Cloud Computing ที่จะต้องสร้างซอฟต์แวร์ที่สนองความต้องการของผู้ใช้ได้หลากหลาย ผมอยากให้คุณมองอนาคตของ search engine จาก Google ในตัวอย่างที่ว่าคุณสามารถพิมพ์อะไรก็ได้ที่คุณต้องการบนกล่องข้อความในหน้าเว็บ google.com ให้คุณมองว่าหน้าเว็บของ google เสมือนโปรแกรมที่ทำงานได้แทบทุกอย่าง สมมติว่าผมพิมพ์คำว่า “อยากได้รายการท่องเที่ยวที่เมืองซิดนีย์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เริ่มออกเดินทางวันไหนก็ได้ แต่ในช่วงต้นเดือนธันวาคมปีนี้ โดยใช้งบเพียง 5 หมื่นบาท” เมื่อผมกรอกข้อความเสร็จผมกด enter จากนั้น google ก็ไปประมวลผลอะไรสักอย่าง แล้วผลลัพธ์ก็คือรายการของโปรแกรมทัวร์ที่ตรงหรือใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมต้องการ
จากตัวอย่างดังกล่าว มันเป็นเรื่องยากมากถ้าหาก Google จะเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้าเพื่อสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ครบทุกรูปแบบ ดังนั้น การทำงานเบื้องหลังของ Google จำเป็นต้องเกิดขึ้นใหม่(แทบ)ทุกครั้ง หรือเรียกได้ว่าเกิดขึ้นแบบdynamic (ไม่สามารถใช้ข้อมูลที่เตรียมไว้แล้ว) และจำเป็นต้องตอบสนองต่อผู้ใช้ให้เร็วที่สุด เพราะลูกค้าคงไม่ประทับใจหากต้องรอคำตอบนานๆ ดังนั้น เบื้องหลังของระบบต้องมีความซับซ้อนมากมายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรู้ความซับซ้อนเหล่านี้เลย ผู้ใช้เพียงคีย์ข้อมูลเพื่อระบุความต้องการ จากนั้นซอฟต์แวร์ก็แสดงผลลัพธ์ออกมาอย่างรวดเร็ว จากตัวอย่างโปรแกรมทัวร์ Googleอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงที่สุดกับความต้องการได้ว่า เริ่มเดินวันที่ 8 ธันวาคม ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 8 นาฬิกาแล้วไปเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น แล้วค่อยตรงไปซิดนีย์ (เนื่องจากระบบวิเคราะห์แล้วว่าถ้าไปเส้นทางนี้จะทำให้ค่าเครื่องถูกสุด) จากนั้น จะมีแท็กซี่มารับที่สนามบินพาไปลงที่โรงแรม xxx ในคืนแรกและมีไกด์ชื่อSunnyมาเคาะประตูพาไปเที่ยวที่โอเปร่าเฮาส์กับสถานที่ใกล้เคียง ในคืนต่อมาต้องเปลี่ยนไปโรงแรมyyy ส่วนคืนที่เหลือต้องไปพักโรงแรม zzz ส่วนโปรแกรมทัวร์ในซิดนีย์อื่นๆมีดังนี้ …… (ก็บรรยายเยอะแยะไปหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระบบได้วิเคราะห์แล้วว่าถ้าจัดโปรแกรมทัวร์เช่นนี้แล้วตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุด)
อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่าผมระบุว่า “ขอคอมพิวเตอร์ที่มี CPU อย่างน้อย 2 ตัว หรือ Dualcore เพื่อรันเซิร์ฟเวอร์ที่มีความเร็วเทียบเท่า Pentium 4 ความเร็ว 3 GHz ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์มาสร้างธุรกิจขายอะไหล่รถบนอินเตอร์เน็ต เอ่อ ลืมไป ขอฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 160GB เพื่อเก็บรูปภาพและวิดีโอ ขอโปรแกรมที่ช่วยแปลงไฟล์รูปภาพให้มีขนาดตามที่ต้องการด้วย และโปรแกรมที่ช่วยบีบอัดไฟล์วิดีโอด้วย Divx ลองเสนอสเป็คมานะ ผมมีเงินจ่ายอยู่แล้ว” เมื่อกด enter โปรแกรมก็เพียงเสนอสเป็คของเครื่องคอมพิวเตอร์มาให้ จากนั้นเมื่อผมเลือกสเป็คที่ผมต้องการและให้ข้อมูลบัตรเครดิตเพื่อจ่ายเงินแบบ pay-per-use แล้ว ผู้ให้บริการก็ส่ง URL หรือที่อยู่ของเครี่องคอมพิวเตอร์ให้ผมสามารถเข้าไปจัดการและใช้งานคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้
…ฟังดูเหมือนกับออกเว่อร์ๆนิดนึง แต่นี่แหละครับคืออนาคตที่ Cloud Computing จะนำเสนอต่อพวกเรา
ท่านสามารถอ่านบทความอื่นๆของผมที่เกี่ยวกับ Cloud Computing ได้ที่ http://javaboom.wordpress.com/category/boomarica/cloud-computing/
[...] « เริ่มเปิดประเด็น Cloud Computing มุมมองในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยว… [...]
[...] 2 บทความ ได้แก่ นิยามคำว่า Cloud Computing และ มุมมองในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยวชา… [...]
[...] Computing อาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ในบทความ มุมมองในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยวชา… Doerksen กล่าวว่า จริงๆแล้ว Cloud Computing ก็คือ Grid [...]
อืม.. ไว้ผมจะคอยติดตามอนาคตของมันต่อไป เรียกว่าเป็น buzzword แห่งวงการไอทีเลย
[...] จุดที่น่าสนใจของข่าวนี้ก็คือ การทำธุรกิจหรือเปิดเว็บไซต์บนโลกอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่องที่เราคาดเดาไม่ได้ว่าจำนวนผู้เข้าหน้าเว็บจะมากน้อยเพียงใด ซึ่งการเริ่มต้นบนwebhostingราคาย่อมคงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องความสามารถในการรองรับจำนวนคนเข้ามาหน้าเว็บจำนวนมากพร้อมๆกันในอนาคตข้างหน้า อย่างเว็บของApple iPhone Schoolที่มีจำนวนผู้เข้าชมถึง100,000คนต่อวัน เมื่อiPhone 3Gถูกประกาศต่อสายตาชาวโลกแล้วก็มีจำนวนคนเข้าชมเว็บกระโดดไปถึง200,000คนต่อวัน และในบางวันก็จำนวนผู้้เข้าชมก็สูงถึง 4 เท่าเลยทีเดียว นี่จึงเป็นที่มาของการเข้าไปใช้เช่าwebhostingกับบริการแบบ Cloud Computing ที่สามารถยืดหยุ่นตามจำนวนผู้เข้าชมได้ หรือปรับเปลี่ยนตามความต้องการในการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ [...]
[...] Computing ได้ที่ “มุมในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยวชาญ” [...]
[...] ท่านสามารถเข้าไปอ่านโพสต์เก่าของผมที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ได้ที่ มุมมองในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยวชา… [...]
July 24, 2008 at 12:26 pm
ตามมาอ่านต่อ
ผมทึ่งจริงๆ ที่คุณ javaboom อัปเดตข้อมูลได้เร็วเช่นนี้ ดู ๆ แล้ว เหมือน concept ของ cloud computing เลย ตรงที่ตอบสนองทันท่วงที (ใช้คำว่า boom computing ได้ไหมครับ)
ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดี ๆ ตอนนี้ผมก็มีไอเดียพร้อมไปเขียนบทความของผมต่อแล้ว