Posted by: javaboom on: August 24, 2008
เหนือน่านฟ้าเมืองไทย ผมถ่ายภาพจากเครื่องบินของ AirAsia ในวันแม่แห่งชาติ พ.ศ. 2551 เส้นทางจากกรุงเทพไปสิงคโปร์
การจัดเก็บข้อมูลแบบ Cloud Computing คือการที่เราเช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูลกับบริษัทผู้ให้บริการหรือบุคคลที่สาม เราเรียกรูปแบบบริการเช่นนี้ว่า Cloud Storage (แปลง่ายๆว่า “การจัดเก็บข้อมูลแบบกลุ่มเมฆ”) จริงๆแล้ว รูปแบบของ Cloud Storage มีให้เราพบเห็นนานแล้วครับ อย่างพวกบริษัทผู้ให้บริการ Web Hosting ก็อาจจะจัดได้ว่าเป็นผู้ให้บริการ Cloud Storage ประเภทหนึ่งก็ว่าได้ และจากที่ผมค้นคว้าข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตและดูแนวโน้มของเทคโนโลยี ผมคิดว่ามันน่าจะมาจากคำว่า Web 2.0 Storage อย่างพวกเว็บ community ที่มีบริการให้ผู้ใช้สามารถอัพโหลดรูปภาพ, วิดีโอ, ไฟล์เอกสาร, และไฟล์อื่นๆเพื่อแชร์กับบุคคลอื่น อย่างบริการจาก Flickr, Hi5, Picasa และ Youtube เป็นต้น และเมื่อ Web 2.0 ได้รับความนิยมระดับหนึ่ง บวกกับความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลของบุคคลธรรมดาที่มากขึ้น รวมทั้งองค์กรต่างๆต้องการลดต้นทุนในการจัดซื้อและดูแลทรัพย์สินของบริษัท และความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เลือกสรรขนาดได้ตามต้องการ และแล้ว … ยุคของ Cloud Storage จึงบังเกิดขึ้นมา ติดตามเนื้อหาได้ข้างในนี้เลยครับ
ในอุดมคติ (ของผม) Cloud Storage มีขนาดที่ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการของผู้ใช้หรือข้อมูลที่ผู้ใช้นำมาเก็บ เช่นเดิมทีผมมีข้อมูลขนาด 70 GB ส่วนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลเริ่มต้นที่ผมเช่ากับผู้ให้บริการอาจจะมีขนาดเริ่มต้นที่ 100 GB แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อมูลของผมมีมากขึ้น เช่นมีขนาดรวม 120 GB เมื่อขนาดข้อมูลเกินกว่าพื้นที่ปัจจุบันแล้วล่ะก็ ระบบสามารถขยายพื้นที่ให้มากขึ้นได้ เช่นขยายจาก 100 GB ไปเป็น 200 GB และเมื่อไหร่ก็ตามที่ขนาดข้อมูลของผมลดลงเหลือ 90 GB พื้นที่จัดเก็บข้อมูลของผมก็ลดลงเหลือ 100 GB เช่นเคย โดยทุกๆสิ้นเดือน ผู้ให้บริการจะหักค่าบริการผ่านบัตรเครดิตของผม โดยค่าบริการคิดตามพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุดที่ผมเช่าจริง เช่นจากตัวอย่างผมต้องจ่ายเงินตามพื้นที่ 200 GB ซึ่งเป็นขนาดสูงสุดของเดือน แม้ว่าก่อนสิ้นเดือน 1 วัน ขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ลดเหลือ 100 GB แล้วก็ตาม
ผู้ให้บริการ Cloud Storage โดยส่วนใหญ่จะมีห้อง Data center สำหรับเป็นที่อยู่ของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและเซิร์ฟเวอร์หลายเครื่อง มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ป้องกันการลักขโมยข้อมูล ทั้งระบบ Firewall และระบบล็อคห้อง Data Center ที่น่าเชื่อถือ และในห้อง Data Center มีระบบทำความเย็นให้กับอุปกรณ์ ทำให้ระบบทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเวลานานและมีอายุการใช้งานที่ยืนยาว หลายเจ้าจะมีระบบสำรองไฟ บางเจ้าใช้เทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูลที่มีความเร็วและน่าเชื่อถือสูง หลายเจ้าใช้เทคโนโลยีสำหรับสำรองข้อมูลไว้หลายชุดเพื่อป้องกันกรณีที่ข้อมูลสูญหาย บางเจ้ามีระบบซ้ำซ้อน(คัดลอก)ข้อมูลเดียวกันเก็บไว้หลายๆdata center (หลักการ Redundancy) ด้วยวัตถุประสงค์ในการสำรองข้อมูลและการเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลจากพื้นที่ที่ใกล้เคียง และป้องกันเหตุการณ์ที่หากมี data center แห่งหนึ่งล่ม (เช่น ไฟไหม้หรือตึกถล่ม) ก็ยังมี data center ที่อื่นเก็บข้อมูลสำรองไว้อยู่และสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก๊ดี คงไม่มีบริษัทไหนกล้ารับประกันความน่าเชื่อถือของ Cloud Storage ได้ถึง 100% โดยส่วนมากจะบอกว่าประกัน 99.9% – 99.9999% โดยความน่าเชื่อถือจะถูกอิงอยู่บนเอกสารข้อตกลงที่เรียกว่า Service-Level-Agreement หรือ SLA (ลองดูตัวอย่าง SLA ของ Amazon ผู้ให้บริการ Cloud Storage รายหนึ่ง)
มาดูตัวอย่างผู้ให้บริการ Cloud Storage กันบ้าง โดยผมจำแนกตามชนิดของการให้บริการว่าเป็นเชิงพาณิชย์ (Commercial Cloud Storage) และอีกแบบคือผู้ให้บริการเชิงพาณิชย์และมีบริการฟรีสำหรับช่วงเริ่มต้น เลยขอเรียกสั้นๆว่าผู้ให้บริการเแบบฟรี (Free Cloud Storage) แต่ขอเน้นคำว่าฟรีนิดนึง คือเป็นฟรีแบบจำกัดหรือฟรีแบบมีเงื่อนไขมากมาย เช่นฟรี 1 GB และหากต้องการพื้นที่เพิ่มขึ้นก็ต้องเสียเงิน บางเจ้าอาจจะให้บริการฟรีระยะหนึ่ง พอเราจัดเก็บข้อมูลและใช้งานเป็นประจำแบบหยุดใช้ไม่ได้ ก็อาจจะเก็บเงินจากเราก็ได้ โดยให้เหตุผลว่ามันอยู่ในข้อตกลงตอนเราสมัครเข้าใช้บริการ ย้ำนะครับ ไม่มีของฟรีแท้ๆ ดั่งที่มีคนพูดกันว่าไม่มีของฟรีในโลก นอกจากนี้แล้ว การได้รับบริการฟรีอาจไม่ได้การรับประกันความน่าเชื่อถือของระบบก็ได้ อย่างเช่นปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับ Google
ผมไม่ได้เปรียบเทียบคุณสมบัติของ Cloud Storage ไว้ในที่นี้นะครับ ท่านสามารถไปดูตารางเปรียบเทียบผู้ให้บริการ Free Cloud Storage ส่วนหนึ่งได้ที่เว็บ electronicportfolios.org ในเว็บนี้เขาจะเรียกบริการนี้ว่า Web 2.0 Storage
[...] สำหรับเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข่าวนี้ ท่านสามารถอ่านได้ที่ Cloud Storage : ฝากไฟล์ไว้ที่ปลายฟ้า [...]
August 26, 2008 at 10:51 pm
คือว่าอยากรู้ว่า iphone ที่คุณซื้อในสิงคโปร์เนี่ย ซื้อเท่าไหร่หรอตีเป็นเงินไทยอ่ะ แล้วต้องมีสัญญารึปา่ว พอดีเพื่อนเราไปที่สิงคโปรือ่ะ เค้า้บอกว่าที่นั่นซื้อได้ถูกกว่าไทยอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะซื้อได้ที่ไหน พอจะบอกได้รป่าวค๊า
เพื่อนเราจะกลับในวันที 28สิงหานี้แล้ว รบกวนตอบอีเมลล์ทีนะ piggy_teddybear@hotmail.com