นิยามคำว่า Cloud Computing (ภาค 2)

เนื่องด้วยกระทู้หัวข้อ ช่วยอธิบายคำว่า Cloud Computing เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายหน่อยครับ จากเว็บ blognone เป็นที่มาว่าถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะนิยามคำว่า Cloud Computing ให้กระชับขึ้น เพราะ นิยามคำว่า Cloud Computing ภาคแรก ของผม มันออกจะวิชาการไปหน่อย

โอเคครับมาดูนิยามใหม่กันครับ ซึ่งก็เป็นนิยามที่ผมคัดลอกมาจาก comment ของผมเองในกระทู้ดังกล่าว

การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ​ (Cloud Computing) คือ การเอาระบบสารสนเทศไปติดตั้งหรือโฮสต์บนอินเทอร์เน็ต โดยมีองค์กรที่สาม (Third Party) เป็นผู้จัดเตรียมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นำมาติดตั้ง

หมายเหตุ นิยามดังกล่าวนี้ อิงตามประสบการณ์ของผม

(แจ้งข่าว สำหรับท่านที่กำลังค้นหาหัวข้อวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ Cloud Computing สามารถไปอ่านบทความของผมได้ในหัวข้อชื่อ หมวดงานวิจัยเกี่ยวกับ Cloud Computing)

ขอนิยามไว้เท่านี้แหละครับ หลายท่านก็คงสงสัยว่าจะไปต่างกับบริการอย่าง Web hosting อย่างไร แต่ผมยังไม่มีเวลาอธิบายมากมายครับ ตอนนี้ ผมกำลังเขียนกรณีศึกษาว่าเมื่อไหร่บริษัทควรเลือกใช้ Cloud Computing โดยจะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Cloud Computing กับ Web Hosting ทั่วๆไป (ตอนนี้ Web hosting บางแห่งก็ปรับบริการให้เป็น Cloud Computing แล้ว เช่น MOSSO) และต่อไปจะเขียนบทความเกี่ยวกับว่าทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากพยายามสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Cloud Computing กัน หากผมเขียนเสร็จเมื่อไหร่ก็จะมาอัพเดตให้เร็วที่สุดครับ แต่ช่วงนี้งานเยอะครับ ทั้งงานบ้านและที่ทำงาน พรุ่งนี้ก็เดินทางกลับเมืองไทย คงไม่ได้ใช้เน็ตประมาณ 4 วันครับ และจะกลับสิงคโปร์อีกครั้งวันจันทร์หน้าครับ

ผมขออนุญาตคัดลอก comment ต้นฉบับของผมเองที่ได้ให้นิยามคำว่า Cloud Computing ไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้

จริงๆ Cloud มันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ ความหมายที่ทางวิชาการที่เขานิยาม (อันนี้ผมอิงตามที่ไปฟังหรืออ่านตาม IEEE/ACM Conference และฟังจากปากผู้บริหารชองบริษัทต่างๆนะครับ) คือ

การเอาระบบสารสนเทศของบริษัทไปติดตั้งหรือโฮสต์บนอินเทอร์เน็ต โดยมีองค์กรที่สาม (Third Party) เป็นผู้จัดเตรียมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นำมาติดตั้ง

คำว่า Cloud ก็เป็นสัญลักษณ์ของอินเทอร์เน็ตมาแต่เดิม มันก็เลยชื่อ Cloud นั่นเอง ซึ่งเราจะเห็นบริการของ Cloud หลักๆเป็น 2 ประเภทคือ Cloud Computing กับ Cloud Storage อันแรกก็คือการรัน​หรือประมวลผลระบบสารสนเทศบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อันหลังก็คือเก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า Cloud ไปต่างจาก App Hosting / File Hosting / Web Hosting อย่างไร ถ้าเราลองดู Cloud ของผู้ให้บริการหลายๆเจ้า เช่น EC2, Google Apps, Google App Engine, RACE ของ DoD, IBM Blue Cloud, หรือแม้แต่ Microsoft SQL SSDS เป็นต้น สิ่งที่ต่างจากบริการอื่นคือ การให้ Scalability คือปรับขนาดได้ตามภาระงานครับ เช่น ถ้าจำนวนงานหรือโปรแกรมมันประมวลผลหนักขึ้น, รองรับผู้เข้ามาในระบบเยอะมหาศาล, เก็บข้อมูลใหญ่มหาศาล เป็นต้น ทางผู้ให้บริการ เขารับประกันว่าจะสามารถรองรับภาระเหล่าน้้นได้ และมันก็มีเรื่องของ pay-per-use จ่ายตามที่ใช้จริงเข้ามาเกี่ยวด้วย และก็ฟีเจอร์อีกมากมายตามแต่ที่บริษัทแต่ละเจ้าจะนิยามขึ้นมาใหม่ หรือจะหาอะไรมาใหม่ใส่เข้ามาครับ

ในงาน Intel Blogger Day 2008 ผมได้ไปบรรยายหัวข้อ Blogging in the Cloud จริงๆเนื้อหาที่เตรียมไป มีเนื้อหามากมายอยากจะเล่า อยากจะวิเคราะห์ให้ฟังครับ แต่ก็ได้กล่าวคร่าวๆไปว่าต่างจาก Grid Computing, Utility Computing และ SaaS อย่างไร

ผมมองว่าบริษัทหลายแห่งกำลังปรับตัวไปในแนวโน้มที่ว่า เอาอินเทอร์เน็ตมาเป็น platform หรือ infrastructure สำหรับการดำเนินธุรกิจ ผมได้ฟังซีไอโอจากบริษัทหลายแห่งที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้าน Cloud ผมเห็นแล้วว่าบริษัทเหล่านี้กำลังเริ่มต้นและก้าวต่อไป ส่วนลูกค้าหรือบริษัทที่จะเข้ามาใช้ Cloud ก็กำลังปรับตัว กำลังศึกษา กำลังเริ่มต้น หลายแห่งก็ประสบความสำเร็จไปแล้ว แค่ที่สิงคโปร์ที่ผมอยู่นี่ ก็มีหลายพันบริษัทแล้วครับ ที่ขยับไปทางโน้น ดังนั้น เราจะมอง Cloud เผินๆแค่ตอนนี้ไม่ได้ครับ และหากเราจะบอกว่า Cloud มันเพิ่งเริ่ม เราจะไปสนใจทำไม … อืม… ถ้าเราไม่เริ่ม ก็ไม่มีก้าวแรกสักทีครับ และต่อให้ก้าวต่อไปต้่องหกล้ม ก็มีเวลาให้เรียนรู้วิธียืนเพื่อจะได้ก้าวต่อไปครับ ผมคิดว่า นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆได้ เพราะเขามีความคิดเชิงบวกครับ เขาเลยทลายกำแพงเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆใหม่ๆได้

บริษัทมากมายในขณะนี้ ลุยเรื่อง Cloud อาจจะดูเหมือนเป็นแฟชั่นครับ แต่ผมเชื่อว่า ผู้บริหารบริษัทเหล่านี้เขามองในแง่บริหารก็คือ การวางวิสัยทัศน์ และสำหรับคนที่มีวิสัยทัศน์หรืออยากศึกษาเพื่อหากลยุทธ์เทคโนโลยี ผมแนะนำว่า Cloud เป็นกระแสที่น่าติดตามครับ

วิสัยทัศน์เนี่ยมันมองไม่เห็นทันทีในเร็ววัน แต่มันก็เปลี่ยนโลกเรามาไม่รู้เท่าไหร่แล้วครับ ท่านจะเห็นว่าโทรศัพท์มือถือ กาลครั้งหนึ่งมันก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ต่อมาก็เป็นของแพง เหมาะกับคนมีตังค์ หรือธุรกิจที่มีเงิน และต่อมาก็เป็นเรื่องแฟชั่น แล้วตอนนี้ล่ะครับ มันเป็นเรื่องสามัญไปแล้วครับ เพราะอะไรครับ …. เพราะมีคนที่มีวิสัยทัศน์ครับ กล่าวคือ ตอนนั้นยังมีบริษัทผู้ผลิต มีนักวิจัย มีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ และมีบริษัท Mobile Service Provider ที่ยังเชื่อมั่นว่าโทรศัพท์มือถือมันต้องขายได้ เชื่อว่ามันต้องมีประโยชน์ มันจึงเกิดงานวิจัยและพัฒนา ทำให้โทรศัพท์มือถือเล็กลง มีประสิทธิภาพขึ้น เร็วขึ้น แสดงภาพสีได้ ถ่ายรูปได้ ส่งข้อมูลได้เร็ว เช็คเมลได้ เล่นเน็ทได้ สวยขึ้น มีฟังก์ชันที่มีประโยชน์มากขึ้น และราคาถูกลง แต่ก่อนนั้นเขาต้องฝ่าวิกฤตไม่รู้กี่ร้อนหนาว นี่แหละครับคือ วิวัฒนาการ … ถ้าเขาไม่เคยก้าว ถ้าเขาไม่เคยล้ม เขาและเรา ก็ไม่มีอะไรดีๆเหมือนวันนี้ึครับ

About these ads

20 thoughts on “นิยามคำว่า Cloud Computing (ภาค 2)

  1. ิbye says:

    อยากทราบข้อดี ข้อเสีย ของระบบcloud c0mputing ครับ
    อ่านทั้งหมดแล้วพอจะเข้าใจหน่อยๆ แต่ยังไม่ค่อยกระจ่างเท่าไหร่เลยครับ

  2. ตอนนี้มีงานเขียนเยอะอยู่ครับ เลยยังไม่ได้มาอัพเดต แต่ขอตอบคร่าวๆก่อนนะครับ

    คือก่อนอื่นให้คิดถึงว่า Cloud มันคล้ายๆกับ Hosting นะครับ แต่มันมีวิธีการจัดการให้มันรองรับโหลดจำนวนมากๆ สามารถสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น เช่น ลูกค้าอยากได้ storage เยอะๆ หรืออยากได้การประมวลผลโดยซีพียูหลายๆตัว ผู้ให้บริการก็จัดเตรียมให้ได้ และก็คิดเงินตามที่ลูกค้าใช้ไป ใช้เท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

    ในโอกาสหน้า คาดว่าประมาณก่อนสิ้นสัปดาห์หน้า ผมคงได้เขียนเนื้อหาเกี่ยวกับ Cloud ชุดใหม่

    เรื่องข้อดี/ข้อเสีย คงตอบละเอียดไม่ได้มาก (เนื่องด้วยเวลาจำกัด) เพราะมันต้องยกตัวอย่างยาวเลยครับ ให้ตอบแบบการค้าคงตอบได้นิดเดียว แต่อาจงงได้ มันต้องตอบยาวๆ อธิบายละเอียด แต่ถ้ามีพื้นฐานคอมอยู่แล้ว คงเข้าใจไม่ยากครับ

    ข้อดี มันขึ้นกับงาน/ธุรกิจครับ เพราะ Cloud ไม่ได้เหมาะกับทุกๆงาน
    ===
    1. ลดต้นทุน – ค่าดูแลรักษา หรือ TCO เช่น ค่าจ้างพนักงาน, ค่าซ่อมแซม, ค่าลิขสิทธิ์, ค่าไฟ/ค่าแอร์, ค่าอัพเกรด, ค่าเช่าสาย leased line / ค่าต่อ net, ค่าโน่นค่านี่
    2. ลดความเสี่ยงด้วยวิธีการจ่ายเงินแบบรายเดือน/แบบ pay-per-use หากธุรกิจต้องการเริ่มต้นหรือทดลอง โครงการอะไรสักอย่าง เช่น ไปเช่าเซิร์ฟเวอร์จาก EC2 แล้วก็ดูว่าลูกค้าตอบรับเท่าไหร่ เป็นต้น เราไม่รู้ว่าเริ่มแรกของโครงการต้องลงทุนเท่าไหร่ ดังนั้น ก็ลงทุน ตามแต่โหลดของงาน/ลูกค้าที่เข้ามา
    3. เพิ่ม/ลดระบบ หรือ ความต้องการได้อย่างยืดหยุ่น (อ่านตัวอย่างที่ผ่านๆมาได้ครับ)
    4. (โดยอุดมคติ) ได้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น ได้เซิร์ฟเวอร์ hi-end, มีระบบ backup ที่ดี, มีเครือข่ายความเร็วสูง
    5. (โดยอุดมคติ) มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบสารสนเทศให้เรา 24 ชั่วโมง พร้อมให้ความช่วยเหลือ ตอบคำถามเราได้
    6. (โดยอุดมคติ) ปลอดภัยกว่า hosting ทั่วๆไป (อ่านเหตุผลส่วนนึงได้ที่ http://javaboom.wordpress.com/2008/09/18/cloudsecurity/ )

    ข้อเสีย
    1. ช้ากว่าการโฮสต์บน local หรือบนบริษัทของเราเองแน่ๆ ยิ่งถ้า link ที่เชื่อมกับ internet มันช้า การติดต่อกับ cloud ก็ช้าไปด้วย
    2. รับประกันความปลอดภัยและเชื่อมั้นไม่ได้ 100% ดั่งที่ลูกค้าอยากได้ แต่ … ไม่มีระบบอะไรที่ประกันได้ 100% หรอกครับ อ่านบทความในลิงค์เรื่อง security ที่แปะไว้ได้
    3. ระบบที่ไม่ใช่ IaaS ทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบในขอบเขตที่จำกัดมาก ตัวอย่าง IaaS เช่น Amazon EC2, GoGrid เป็นต้น ระบบพวกนี้ทำให้ลูกค้าเลือก OS รวมถึงซอฟต์แวร์ จำนวนซีพียู ขนาดดิสก์ที่ต้องการได้

    ในระหว่างนี้ ถ้าอยากทราบรายละเอียด ลองไปอ่านข่าวของผมได้ที่ blognone.com ครับ หลายข่าวมี comment เชิงวิเคราะห์แปะไว้ให้ หรืออ่านใน blog นี้ในส่วน http://javaboom.wordpress.com/category/boomarica/hpc-boomarica/cloud-computing/ เพราะผมจะตัด comment ที่กล่าวละเอียดมาไว้ที่นี่ครับ อ่านแล้วก็ลองวิเคราะห์ตามดูครับ แล้วอาจจะได้คำตอบใหม่ๆก็ได้ เพราะ cloud ยังไม่มีทฤษฎี ยังขาด paper วิชาการมารองรับครับ แต่สามารถใช้ความรู้เดิมทางวิศวคอม/วิดยาคอม/เศรษฐศาสตร์ มาวิเคราะห์ได้ ผู้อ่าน/ลูกค้าควรวิเคราะห์ด้วยครับ เพราะผู้ให้บริการมักอวดอ้างสรรพคุณเกินกว่าที่ทำได้ หรือนิยามอะไรหลายๆอย่างขึ้นมา ซึ่งจริงๆแล้วมันก็คือของเก่าที่เคยมีมาอยู่แล้ว แต่เอามาเล่าใหม่แค่นั้น

    เมื่อผมผ่านพ้นช่วงวุ่นวายของสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้าไปแล้ว จะมาเพิ่มหัวข้อใหม่ครับ

  3. ิbye says:

    ขอบคุณมากๆครับ
    จะพยามวิเคาระห์ตามดูนะครับ
    เรื่องนี้ผมว่า ถือว่าใหม่มากๆ เลยครับสำหรับผม

    จะติดตามบทความเรื่อยๆนะครับ

  4. ก่อนอื่นต้องขอบคุณเนื้อหาความรู้ดีๆนะค่ะ
    ก้อย ก็ศึกษาข้อมูลจากพี่แล้วก็เอาเขียนเป็น survey สารนิพธ์
    ที่จะทำนะค่ะ

    แต่ก็ reference ชื่อพี่ไปด้วยนะค่ะ
    ตรงส่วนนี้ต้องขออนุญาติด้วย

    ก้อยมี blog ของตัวเองที่กำลังศึกษา cloud computing อยู่ค่ะ
    อาจารย์ให้ paper มาอ่านแล้วก็มาทำความเข้าใจว่ามันทำอะไรบ้าง
    อย่างไงถ้าพี่ว่าง ช่วยเขาไปแนะนำด้วยนะค่ะว่าอันไหนยังเข้าใจผิด ถูกอย่างไงค่ะ

    ขอบคุณมากเลยค่ะ

    • ครับผม ขอบคุณที่ให้เกียรติ์นะครับ แล้วผมจะเข้าไปอ่านที่ blog คุณ koi นะครับผม แต่ผมกวาดสายตาคร่าวๆแล้วเนื้อหากระทัดรัดดีครับผม

  5. tai says:

    ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ พี่คะ ที่ได้เขียนบทความให้ความรู้ด้าน clound computing ให้พวกเราได้อ่าน รู้จัก มากขึ้น ตอนนี้ต่ายกำลังมองหาหัวข้อเพื่อทำวิจัยในระดับปริญญาเอก กำลังค้นหาและอ่าน Paper แต่ก็ยังคิดไม่ออกคะ คิดว่าอยากจะทำด้านการประยุกต์ใช้งาน ด้าน database หรือ data mining ขอคำแนะนำด้วยคะ
    ขอบคุณมากๆ

    • ตอบน้องต่ายเรื่องค่าเล่าเรียนในอีกบทความนึงแล้วนะครับ

      สำหรับเรื่องงานวิจัย พี่เองถนัดไปทาง distributed system กับ operations research ครับ หากเป็นทาง database กับ data mining พี่แค่ีรู้หลักการพื้นฐาน หากจะเจาะในงานวิจัยแล้วพี่ไม่ถนัดครับ และคงไม่กล้าให้คำปรึกษาในแง่เทคนิคครับ

      ว่าแต่จะให้ผมแนะนำน้องต่าย เกี่ยวกับเรื่องอะไรดีครับ :)

      • tai says:

        ขอบคุณสำหรับคำตอบคะ กำลังอ่าน paper เกี่ยวกับ clound computing ตามที่พี่แนะนำมาคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s