Posted by: javaboom on: October 23, 2008
เนื่องด้วยกระทู้หัวข้อ ช่วยอธิบายคำว่า Cloud Computing เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายหน่อยครับ จากเว็บ
เป็นที่มาว่าถึงเวลาแล้วที่ผมควรจะนิยามคำว่า Cloud Computing ให้กระชับขึ้น เพราะ นิยามคำว่า Cloud Computing ภาคแรก ของผม มันออกจะวิชาการไปหน่อย โอเคครับมาดูนิยามใหม่กันครับ ซึ่งก็เป็นนิยามที่ผมคัดลอกมาจาก comment ของผมเองในกระทู้ดังกล่าว
การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud Computing) คือ การเอาระบบสารสนเทศไปติดตั้งหรือโฮสต์บนอินเทอร์เน็ต โดยมีองค์กรที่สาม (Third Party) เป็นผู้จัดเตรียมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นำมาติดตั้ง
หมายเหตุ นิยามดังกล่าวนี้ อิงตามประสบการณ์ของผมที่ได้จากการอ่านข่าว อ่านบทความวิชาการ และฟังบรรยายจากการประชุมวิชาการ รวมถึงฟังนิยามต่างๆโดยตรงของผู้บริหารบริษัทที่อยู่ในแวดวง Cloud Computing ได้แก่ HP, Salesforce, Microsoft, Yahoo!, Intel, IBM, Platform และ Citrix
ขอนิยามไว้เท่านี้แหละครับ หลายท่านก็คงสงสัยว่าจะไปต่างกับบริการอย่าง Web hosting อย่างไร แต่ผมยังไม่มีเวลาอธิบายมากมายครับ ตอนนี้ ผมกำลังเขียนกรณีศึกษาว่าเมื่อไหร่บริษัทควรเลือกใช้ Cloud Computing โดยจะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Cloud Computing กับ Web Hosting ทั่วๆไป (ตอนนี้ Web hosting บางแห่งก็ปรับบริการให้เป็น Cloud Computing แล้ว เช่น MOSSO) และต่อไปจะเขียนบทความเกี่ยวกับว่าทำไมบริษัทยักษ์ใหญ่จำนวนมากพยายามสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ Cloud Computing กัน หากผมเขียนเสร็จเมื่อไหร่ก็จะมาอัพเดตให้เร็วที่สุดครับ แต่ช่วงนี้งานเยอะครับ ทั้งงานบ้านและที่ทำงาน พรุ่งนี้ก็เดินทางกลับเมืองไทย คงไม่ได้ใช้เน็ตประมาณ 4 วันครับ และจะกลับสิงคโปร์อีกครั้งวันจันทร์หน้าครับ
ผมขออนุญาตคัดลอก comment ต้นฉบับของผมเองที่ได้ให้นิยามคำว่า Cloud Computing ไว้ในที่นี้ ดังต่อไปนี้
จริงๆ Cloud มันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนหรอกครับ ความหมายที่ทางวิชาการที่เขานิยาม (อันนี้ผมอิงตามที่ไปฟังหรืออ่านตาม IEEE/ACM Conference และฟังจากปากผู้บริหารชองบริษัทต่างๆนะครับ) คือ
การเอาระบบสารสนเทศของบริษัทไปติดตั้งหรือโฮสต์บนอินเทอร์เน็ต โดยมีองค์กรที่สาม (Third Party) เป็นผู้จัดเตรียมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และดูแลระบบสารสนเทศของลูกค้าที่ได้นำมาติดตั้ง
คำว่า Cloud ก็เป็นสัญลักษณ์ของอินเทอร์เน็ตมาแต่เดิม มันก็เลยชื่อ Cloud นั่นเอง ซึ่งเราจะเห็นบริการของ Cloud หลักๆเป็น 2 ประเภทคือ Cloud Computing กับ Cloud Storage อันแรกก็คือการรันหรือประมวลผลระบบสารสนเทศบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อันหลังก็คือเก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
หลายท่านอาจจะสงสัยว่า Cloud ไปต่างจาก App Hosting / File Hosting / Web Hosting อย่างไร ถ้าเราลองดู Cloud ของผู้ให้บริการหลายๆเจ้า เช่น EC2, Google Apps, Google App Engine, RACE ของ DoD, IBM Blue Cloud, หรือแม้แต่ Microsoft SQL SSDS เป็นต้น สิ่งที่ต่างจากบริการอื่นคือ การให้ Scalability คือปรับขนาดได้ตามภาระงานครับ เช่น ถ้าจำนวนงานหรือโปรแกรมมันประมวลผลหนักขึ้น, รองรับผู้เข้ามาในระบบเยอะมหาศาล, เก็บข้อมูลใหญ่มหาศาล เป็นต้น ทางผู้ให้บริการ เขารับประกันว่าจะสามารถรองรับภาระเหล่าน้้นได้ และมันก็มีเรื่องของ pay-per-use จ่ายตามที่ใช้จริงเข้ามาเกี่ยวด้วย และก็ฟีเจอร์อีกมากมายตามแต่ที่บริษัทแต่ละเจ้าจะนิยามขึ้นมาใหม่ หรือจะหาอะไรมาใหม่ใส่เข้ามาครับ
ในงาน Intel Blogger Day 2008 ผมได้ไปบรรยายหัวข้อ Blogging in the Cloud จริงๆเนื้อหาที่เตรียมไป มีเนื้อหามากมายอยากจะเล่า อยากจะวิเคราะห์ให้ฟังครับ แต่ก็ได้กล่าวคร่าวๆไปว่าต่างจาก Grid Computing, Utility Computing และ SaaS อย่างไร คือ ผมอาจไม่ถูกหรอกครับ ก็ตอบตามประสบการณ์ที่เคยได้ทำงานในบริษัทที่เขาชำนาญด้านนี้และได้วิจัยอยู่ในฟิลด์นี้
ผมมองว่าบริษัทหลายแห่งกำลังปรับตัวไปในแนวโน้มที่ว่า เอาอินเทอร์เน็ตมาเป็น platform หรือ infrastructure สำหรับการดำเนินธุรกิจ ผมได้ฟังซีไอโอจากบริษัทหลายแห่งที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้าน Cloud ผมเห็นแล้วว่าบริษัทเหล่านี้กำลังเริ่มต้นและก้าวต่อไป ส่วนลูกค้าหรือบริษัทที่จะเข้ามาใช้ Cloud ก็กำลังปรับตัว กำลังศึกษา กำลังเริ่มต้น หลายแห่งก็ประสบความสำเร็จไปแล้ว แค่ที่สิงคโปร์ที่ผมอยู่นี่ ก็มีหลายพันบริษัทแล้วครับ ที่ขยับไปทางโน้น ดังนั้น เราจะมอง Cloud เผินๆแค่ตอนนี้ไม่ได้ครับ และหากเราจะบอกว่า Cloud มันเพิ่งเริ่ม เราจะไปสนใจทำไม … อืม… ถ้าเราไม่เริ่ม ก็ไม่มีก้าวแรกสักทีครับ และต่อให้ก้าวต่อไปต้่องหกล้ม ก็มีเวลาให้เรียนรู้วิธียืนเพื่อจะได้ก้าวต่อไปครับ ผมคิดว่า นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆได้ เพราะเขามีความคิดเชิงบวกครับ เขาเลยทลายกำแพงเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆใหม่ๆได้
บริษัทมากมายในขณะนี้ ลุยเรื่อง Cloud อาจจะดูเหมือนเป็นแฟชั่นครับ แต่ผมเชื่อว่า ผู้บริหารบริษัทเหล่านี้เขามองในแง่บริหารก็คือ การวางวิสัยทัศน์ และสำหรับคนที่มีวิสัยทัศน์หรืออยากศึกษาเพื่อหากลยุทธ์เทคโนโลยี ผมแนะนำว่า Cloud เป็นกระแสที่น่าติดตามครับ
วิสัยทัศน์เนี่ยมันมองไม่เห็นทันทีในเร็ววัน แต่มันก็เปลี่ยนโลกเรามาไม่รู้เท่าไหร่แล้วครับ ท่านจะเห็นว่าโทรศัพท์มือถือ กาลครั้งหนึ่งมันก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ ต่อมาก็เป็นของแพง เหมาะกับคนมีตังค์ หรือธุรกิจที่มีเงิน และต่อมาก็เป็นเรื่องแฟชั่น แล้วตอนนี้ล่ะครับ มันเป็นเรื่องสามัญไปแล้วครับ เพราะอะไรครับ …. เพราะมีคนที่มีวิสัยทัศน์ครับ กล่าวคือ ตอนนั้นยังมีบริษัทผู้ผลิต มีนักวิจัย มีวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ และมีบริษัท Mobile Service Provider ที่ยังเชื่อมั่นว่าโทรศัพท์มือถือมันต้องขายได้ เชื่อว่ามันต้องมีประโยชน์ มันจึงเกิดงานวิจัยและพัฒนา ทำให้โทรศัพท์มือถือเล็กลง มีประสิทธิภาพขึ้น เร็วขึ้น แสดงภาพสีได้ ถ่ายรูปได้ ส่งข้อมูลได้เร็ว เช็คเมลได้ เล่นเน็ทได้ สวยขึ้น มีฟังก์ชันที่มีประโยชน์มากขึ้น และราคาถูกลง แต่ก่อนนั้นเขาต้องฝ่าวิกฤตไม่รู้กี่ร้อนหนาว นี่แหละครับคือ วิวัฒนาการ … ถ้าเขาไม่เคยก้าว ถ้าเขาไม่เคยล้ม เขาและเรา ก็ไม่มีอะไรดีๆเหมือนวันนี้ึครับ
ขอบคุณมากๆครับ
จะพยามวิเคาระห์ตามดูนะครับ
เรื่องนี้ผมว่า ถือว่าใหม่มากๆ เลยครับสำหรับผม
จะติดตามบทความเรื่อยๆนะครับ
[...] Cloud Computing ไม่รู้จะชมว่าอย่างไรดี [...]
November 15, 2008 at 5:41 pm
อยากทราบข้อดี ข้อเสีย ของระบบcloud c0mputing ครับ
อ่านทั้งหมดแล้วพอจะเข้าใจหน่อยๆ แต่ยังไม่ค่อยกระจ่างเท่าไหร่เลยครับ