มันก็แค่รายงานประจำวิชา (แค่นั้นเอง?)

เมื่อวานตอนพักเที่ยง ผมอยากทำอะไรแก้เซ็ง ผมจึงเข้า google แล้วลอง search ชื่อตัวเองดู โดยใช้ชื่อนามสกุลจริงของผมเป็น keyword ว่า “sivadon chaisiri” ผลปรากฎว่าก็มีโผล่มาบ้าง แต่มีผลลัพธ์หนึ่งจากการค้นหาที่น่าสนใจและทำให้ผมงงพอควรว่ามาเกี่ยวกับผมได้อย่างไร มาดูกันครับว่าเป็นผลลัพธ์อะไร

ลลัพธ์คือ link ที่ http://suez.cs.gsu.edu/cap/gridnets1.pdf และ http://suez.cs.gsu.edu/cap/lanier’s_paper.pdf เป็น link ของ computer science ที่มหาวิทยาลัย Georgia State University เอาแค่ link ก็ทำให้งงว่าผมไปเกี่ยวกับมหาลัยนี้ได้อย่างไร ไม่เคยไปด้วยซ้ำ ผมจึงโหลดไฟล์ PDF ทั้งสองมาดู ชิ้นแรกเป็นสไลด์ อีกชิ้นเป็น paper ที่จะนำไปตีพิมพ์ลงในงานประชุมของ IEEE ที่จะลงในเดือนพฤษภาปี 2008 นี้เอง เป็นงานของนักศึกษาปริญญาเอกชื่อ Lanier Watkins

ผมยังคงสนใจว่าทำไมชื่อผมจึงไปเกี่ยวข้องได้ ผมจึง search ชื่อตัวเองในไฟล์ PDF นี้ดู ปรากฎว่ามีชื่อของผมอยู่ในนั้น ซึ่ง Watkins ได้อ้างอิงผลงานของผมไว้ใน paper นี้ และผมก็แปลกใจว่าเป็นงานอะไรกันแน่ ทำไมผมถึงจำไม่ได้ว่าเคยมีงานนี้อยู่ ผมจึงเข้าไปตาม link ที่เขาสามารถไปโหลดผลงานของผมมาได้ เมื่อเปิด link ขึ้นมา ผมก็พบว่าเป็นเพียงรายงานที่ผมเคยทำเมื่อตอนเรียนโทที่วิศวะคอม ม.เกษตร เป็นส่วนหนึ่งของวิชาสัมนาที่อาจารย์ต้องการให้นิสิตทำ survey ก่อนลงมือทำ Thesis โดยรายงาน survey นี้ผมใส่ชื่อผมกับอาจารย์ภุชงค์ (ผศ.ดร.ภุชงค์ อุทโยภาศ) ซึ่งท่านเป็นที่ปรึกษาของผมสมัยเรียนโท จนกระทั่งทุกวันนี้อาจารย์ภุชงค์ก็ยังให้คำปรึกษาผมอยู่เรื่อยมา ต้องขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูง ณ ที่นี้ด้วยครับ

ในตอนนั้นผมจำได้เลยว่าผมต้องอ่าน paper หลายสำนักทีเดียวกว่าจะผลิตรายงานนี้ได้ และผมยังได้หัดใช้ LaTex เพื่อพิมพ์งานวิชาการเป็นครั้งแรก ตอนนั้น รู้สึกว่า LaTex มันก็ยากสำหรับคนอย่างผมพอสมควรครับ งาน Survey ของผมชิ้นนี้มีชื่อว่า “Survey of Resource Discovery in Grid Environments” เนื่องจากสมัยนั้น (ปี 2004) งานวิจัยที่เกี่ยวกับการรวมกันระหว่าง Grid Computing กับ Peer-to-Peer ถือว่าเป็นเรื่องใหม่มาก ผมเลยอยากค้นคว้าถึงความเป็นไปได้ในการเอาวิธีการค้นหาทรัพยากร (Resource Discovery) ที่มีประสิทธิภาพของ Peer-to-Peer มาใช้ใน Grid Computing หลังจากผมส่งรายงานให้อาจารย์เป็นที่เรียบร้อย ผมก็ไม่คิดว่ามันจะมีความสำคัญใดๆอีก แม้กระทั่งไฟล์ของงานนี้ผมก็ไม่ได้เก็บไว้ แต่ไม่นึกเลยว่าผมจะเคย upload ไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของที่ทำงานเก่าของผม (ศูนย์วิจัยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ม.เกษตร หรือ HPCNC) นับว่าเป็นข้อคิดอย่างหนึ่งว่ารายงานใดๆก็ตามที่เราเคยส่งอาจารย์ เราควรจะเก็บเอาไว้กับตัวเองและ upload ไว้ที่ใดสักแห่งที่คนอื่นสามารถเข้าถึงได้ด้วย อย่าเห็นว่าเป็นแค่รายงานสำหรับส่งอาจารย์ให้ได้เกรดของวิชาแล้วก็จบกัน เพราะรายงานนั้นอาจจะเป็นประโยชน์ต่อเราเองหรือคนอื่นๆในอนาคตก็ได้ จริงๆผมก็เคยทำรายงานไว้เยอะ พอทำเสร็จ print ออกกระดาษ ส่งให้อาจารย์ หลังจากนั้น ผมก็ไม่สนใจอะไร เพราะไม่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์อีก แต่ผมจะพยายามค้นหาและรวบรวมรายงานเก่าที่ผมเคยได้ทำมาให้ได้ อาจจะเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง แต่จำไม่ได้ (กรรม!)

ในองค์กรบางแห่ง เขาจะรวบรวมรายงานทางเทคนิคแล้วจัดหมวดหมู่ว่าเป็น Technical Report โดยส่วนใหญ่แล้วองค์กรจะ upload รายงานเหล่านี้ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงได้ และเพื่อให้รายงานมีเอกลักษณ์และดูเป็นสากลมากยิ่งขึ้น องค์กรจะใส่หมายเลขประจำรายงานด้วยรหัส ISSN (คล้ายๆ ISBN ของหนังสือ) และมีวิธีกำหนดรหัส ISSN ที่อ้างอิงตามเอกสาร RFC 3044 * ด้วย

* RFC ย่อมาจาก Request for Comments เป็นเอกสารที่รวบรวมบันทึกเกี่ยวกับงานวิจัยใหม่, การค้นพบใหม่, รวมไปถึงวิธีการใหม่ที่สามารถประยุกต์กับเครือข่าย Internet ได้ มากไปกว่านั้น RFC บางงานอาจจะผ่านการประเมินและถูกจัดเป็นมาตรฐานของ Internet

สำหรับงานตีพิมพ์ที่ได้อ้างอิงรายงานของผมชิ้นนี้ คือ

  • Lanier Watkins, Raheem Beyah, and Cherita Corbett. “Passive Identification of Under Utilized CPUs in High Performance cluster Grid Networks.” To appear in the Proceedings of IEEE International Conference on Communications (ICC), May 2008 [PDF]

เมื่อเปิดงานของเขาดู เขาได้อ้างอิงรายงานของผมไว้ที่หมายเลข [4] โดยอ้างอิงในส่วน II.RELATED WORK ประโยคแรกเลยครับ

แหล่งดาวน์โหลดรายงานของผมชิ้นนี้คือ

ถ้าคุณอ่านรายงานของผมที่พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษก็อย่านึกประหลาดใจ ไวยกรณ์ผิดหลายตำแหน่งเลยทีเดียว ผมคิดว่า Watkins ก็คงงงกับไวยากรณ์ของผมพอสมควร ไม่ใช่แค่ไวยากรณ์ที่ผิดเท่านั้น แต่ลำดับการเรียบเรียงเนื้อหาก็ผิด ผมยิ่งอ่านก็ยิ่งงง บางประโยคผมพยายามคิดแล้วคิดอีกว่ามันสื่อถึงอะไร แต่ก็นับว่าเป็นผลงานวิชาการที่ใช้ภาษาอังกฤษชิ้นแรกๆของผมเลยครับ นับว่าเป็นการฝึกทักษะการเขียนภาษาอังกฤษที่ทรหดของผมชิ้นหนึ่ง และผมไม่อายหรอกที่ผมได้โชว์ผลงานนี้ มันเป็นอดีตครับ มันจะได้ทำให้เราเห็นถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงของชีวิตครับ

4 thoughts on “มันก็แค่รายงานประจำวิชา (แค่นั้นเอง?)

  1. สวัสดีครับ อาจารย์เรื่องภาษาอังกฤษฝึกอย่างไรถึงจะสามารถเขียนได้ครับ
    พวกเรื่องไวยากรณ์ หรือการเรียบเรียงข้อความ
    คือผมกำลังประสพปัญหา ที่ฝึกงานอยู่ตอนนี้มีเจ้านายเป็นฝรั่ง
    เวลาจะติดต่อสื่อสารกันทีงูๆปลาๆ ลำบากครับ
    แล้วคุยกันแต่ละครั้ง 3 ชม ประสาทการแปลภาษาไม่ทำงานครับ คุยกันไปนานๆไม่รู้เรื่องกันแล้ว
    อนาคตข้างหน้าผมว่าคงจำเป็นอย่างมาก

    ps. ผมสงสัยมานาน ทำไมเอกสารวิชาการจำเป็นต้องใช้ latex ครับ?

  2. javaboom says:

    ถึง Misui

    เรื่องภาษาอังกฤษผมอาจจะไม่ใช่ผู้แนะนำที่ดีเท่าไหร่ครับ จากคำถามของคุณเหมือนจะถามทักษะการเขียน,พูด,และฟังใช้หรือเปล่าครับ สำหรับวิธีของผมและคิดว่าคนอื่นๆเขาก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน คือถ้าให้อธิบายจริงๆคงใช้เวลานานน่ะครับ เอาคร่าวๆแล้วกันนะครับ
    – หาหนังสือ grammar ดีๆไว้ทบทวน
    – ฝึกอ่านนิตยสารหรือข่าวต่างประเทศ เช่น Times, Bangkok post, Natinal Geographics, Reader’s Digest เป็นต้น อันนี้จะทำให้ได้เห็น grammar หลายๆแบบ
    – ฝึกฟังข่าวภาษาอังกฤษจากทางทีวีหรือวิทยุก็ได้ เช่น BBC และ CNN เป็นต้น
    – ดูหนังที่ soundtrack ภาษาอังกฤษบ่อยๆ แรกๆอาจจะดู subtitle ไปด้วยก็ได้ ถ้ามี DVD ให้เปิด Subtitle เป็น english แล้วลองทบทวนดูว่าเราฟังถูกหรือเปล่า
    – สำหรับการฝึกทักษะสนทนา (ฟัง+พูด) ในความคิดเห็นผม มีวิธีเดียว คือหาคนที่เขาใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษา native แล้วก็ฝึกพูดกับเขา ตีสนิทเข้าไว้ พาไปทานข้าว เที่ยวผับ หาเรื่องพูดเยอะๆ อย่าเงียบ นึกอะไรไม่ออกหาเรื่องไร้สาระพูดกับเขาก็ได้

    ผมเองก็ต้องฝึกทักษะสนทนาเยอะครับ เพราถ้าเราห่างหายการติดต่อสื่อสารนานๆ สักวันมันจะพูดไม่ออก เหมือนไม่ค่อยได้จับปากกาดินสอเขียนนาน แล้วจับอีกทีก็ขยับไม่ถูก

  3. javaboom says:

    ถึง Misui ลืมตอบคำถามเรื่อง LaTex คือ LaTex มันมีมานานแล้วครับ เป็นภาษา script ผมไม่แน่ใจว่าทำไมถึงนิยมมาก ผมคิดเอาเองนะ เป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์ ทั้ง Math Physic Chemistry เขาเห็นว่าเวลาใช้ LaTex มันสะดวกในการพิมพ์ สะดวกในการใส่ Symbol หรือสมการเป็นต้น แค่ใส่ภาษา script มันก็เกิดเป็น Symbol หรือสมการที่ต้องการแล้ว อยากจะจัด format ของหน้ากระดาษ ระบุตำแหน่ง ขนาด สำหรับรูปภาพและตาราง แค่ระบุง่าย มันรวดเร็ว และแม่นยำ แต่อาจจะต้องต้องศึกษา tag หรือคำสั่งต่างๆสักระยะ ศาสตร์ทางคอมพิวเตอร์อย่าง algorithm สมัยก่อนก็เกิดจากพวกนักวิทยาศาสตร์ทาง Math เยอะ (กว่า 50% ของทั้งหมดก็ว่าได้) เขาก็เลยนิยมใช้ Latex

    เมื่อเทียบกับพวก Word Processing มันอิงกับ Tool กว่าจะสร้างสมการได้สักตัว จะจัด format รูปภาพหรือตาราง มันก็เสียเวลาพอควร บางครั้งก็ไม่ได้ดั่งใจ บางครั้งมันก็ auto มากไปจนต้องแก้แล้วแก้อีก จนกระทั่งปิดฟังก์ชัน auto ไปเลย ไปๆมาๆ พอมาทำ manual หันไปใช้ latex เพื่อ manual อาจจะโอเคกว่า หากจะให้เทียบ ก็เหมือนกับพวกถนัดใช้ bash shell สำหรับงานadmin ถึงแม้จะมี GUI ดีๆให้ใช้ แต่ก็ไม่คล่อง หรือทำงานได้จำกัด ไม่เหมือน bash ที่ทำได้แทบทุกอย่าง เขียนโปรแกรมดีๆไว้ใช้งานยังได้เลย เป็นต้น

    ตอนตีพิมพ์ผลงานวิชาการ เขามักจะได้รับการถ่ายทอดมาจากอาจารย์ หรือรุ่นพี่มาเป็นช่วงๆว่า LaTex เป็นเครื่องมือที่สะดวกในการพิมพ์งาน อย่างไรก็ดี Conference หรือ Journal หลายแห่งเขาก็จะมี Template ทั้งของ LaTex และ Word มาให้ด้วย แต่ผมชอบ LaTex ครับ ไม่รู้เป็นไร พอพิมพ์ paper เสร็จ มันดูน่าอ่านยังไงไม่รู้ จาก paper ที่ดูธรรมดา ไม่ค่อยมีเนื้อหาน่าสนใจ มันก็เหมือนจะ inter มากยิ่งขึ้น (ปล. ความรู้สึกส่วนตัวนะ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s