กลับสิงคโปร์ คืนสู่ชีวิตที่เงียบเหงา

การได้อยู่เมืองไทยเป็นอะไรที่ผมมีความสุขที่สุดแล้วครับ ได้อยู่กับพ่อแม่ลูกเมียและญาติพี่น้อง ได้มา Happy Birthday ให้กับลูกสาวที่เพิ่งมีอายุครบ 1 ขวบ (ดูภาพหน้าตาลูกสาวของผมได้ที่ javaboom.hi5.com) และได้ทานอาหารอร่อยๆ นับตั้งแต่ก๋วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว จิ้มจุ่ม เสือร้องไห้ น้ำตก ลาบหมู ลาบปลา กะเพราไก่ไข่ดาว และอีกมากมาย อาหารเหล่านี้แม้จะมีให้ทานในสิงคโปร์ แต่รสชาติสู้ปรุงในไทยไม่ได้เลยครับ ณ ขณะที่พิมพ์ Blog ไป ท้องผมก็ร้องไปด้วย จริงๆแล้ว จุดประสงค์อย่างเป็นทางการในการกลับไทยคือการไปตรวจและรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ผมไปตรวจโดยเครื่อง MRI ที่โรงพยาบาลรามา ต้องขอบคุณหมอโป้งเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ที่ช่วยนัดเวลาให้ได้ตรวจอย่างรวดเร็ว ผลของการตรวจก็พบว่าหมอนรองกระดูกหรือ disc มันก็เคลื่อนจริงๆ แต่ไม่เป็นอันตรายมากถึงขั้นต้องผ่าตัดหรือส่องกล้อง และหมอก็ได้แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำและก็ให้กลับประเทศสิงคโปร์ได้ ซึ่งก็เป็นเหตุให้ผมต้องกลับสิงคโปร์ในวันที่ 17 พค นี่เอง จริงๆหมอให้หยุดพักอยู่ไทยได้ถึง 19 พค แต่ตั๋วเครื่องบินแพงมาก คิดว่าน่าจะเป็นเหตุจากวันหยุดวิสาขบูชา คนไทยจำนวนหนึ่งอาจจะลามาพักผ่อนที่สิงคโปร์ เลยทำให้เป็นช่วงนี้เป็นช่วงไฮซีซันไปด้วย (หยุดเสาร์อาทิตย์ และก็จันทร์ที่ 19 ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา) ผมเลยต้องกลับเร็วขึ้น 2 วัน นั่งกลับโดย AirAsia FD3507 ในระหว่างบินนั้นก็เจออากาศแปรปรวนเครื่องบินสั่นไหวไฟดับพอให้หายใจไม่ทั่วท้องเป็นระยะๆ แต่ก็รอดมาพิมพ์ Blog ได้อย่างปลอดภัย ก็ดีเหมือนกันครับไม่ได้ไปเที่ยวสวนสนุกมานานแล้ว มานั่งเครื่องบินเหาะ พร้อมกับเครื่องสั่นขึ้นขึ้นลงลงไปมาก็ตื่นเต้นดี ต้องขอบคุณกัปตันเครื่องที่ควบคุมเครื่องได้ดีมากสำหรับอากาศที่แปรปรวนได้สุดยอดเช่นนี้ ผมนั่งติดหน้าต่างตรงปีกขวา ผมมองออกนอกหน้าต่างเห็นฟ้าผ่าแบบระยะประชิด ผมเห็นเมฆดำๆมีแสงแว้บๆ และเห็นเป็นกระแสไฟฟ้าวิ่งไปมาน่าตื่นเต้นเหมือนในหนังเรื่อง X-MEN ตอนที่ Storm กำลังสร้างพายุเลยแหละครับ  พอเครื่องร่อนลงสนามบินชางกีที่สิงคโปร์ก็ต้องรอกว่า 20 นาทีเครื่องถึงจะเทียบอาคารผู้โดยสาร ผมได้เหยียบอาคารประมาณ 4 ทุ่ม แต่กว่าจะถึงบ้านก็ฟาดไปเที่ยงคืน เพราะต้องนั่งรถไฟเพื่อเปลี่ยน Terminal และมาต่อ City Train (หรือ MRT) มาลง Boonlay จากชางกีมา Boonlay นับว่าอยู่คนละขั่วของประเทศ ประมาณว่าเดินทางจากจังหวัดอุบลมาจังหวัดตาก แต่ประเทศเขาไม่ใหญ่มากก็ใช้เวลาประมาณชั่วโมง พอมาถึง Boonlay ผมก็ยังต้องต่อรถเมล์มาที่บ้านอีก แต่ค่าโดยสารถูกมาก เรียกว่าไม่ถึง 100 บาทก็ข้ามฟากจากตะวันออกสุดมาตะวันตกสุดได้ มาถึงห้องนอน วิ่งผ่านน้ำพอเป็นพิธีและก็กระโดดขึ้นเตียงหลับไหล ตื่นเช้ามาของวันที่ 18 พค เพื่อนที่บ้าน (พักอยู่คนละห้อง) บอกว่าต้องย้ายที่อยู่แล้วนะ เพราะสัญญาที่พักเขาไม่ให้ต่อ ทีนี้ก็ยุ่งผมสิครับ ผมก็เลยตรงดิ่งไปหาพี่จุ๋มซึ่งเป็นพี่ที่ทำ Postdoc ที่นี่แต่พี่เขากำลังจะกลับเมืองไทยอย่างถาวรหลังเดือนมิถุนายน ผมก็เลยไปขอชมห้องพี่เขากะว่าจะเข้ามาอยู่แทน ห้องก็จัดว่าใช้ได้ ราคาถูกกว่าที่ผมพักตอนนี้ครึ่งนึงเลยแหละ หลังจากนั้นจึงชวนพี่เขาไปทานข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวที่ Vivo City แล้วก็ไปต่อที่ Sentosa กะไปเดินเล่นและกะว่าจะจิบเบียร์เย็นๆนั่งทอดน่องดูสาวจีนหมวยๆนุ่ง Bikini ที่เดินไปเดินมาแถวริมชายหาด โดยลืมไปว่าพรุ่งนี้คือวันสำคัญทางศาสนา โอเค พอนึกถึงธรรมะได้ก็เลยเปลี่ยนใจกลับมา Vivo City อีกครั้ง และเปลี่ยนเป็นนั่งจิบกาแฟจนถึง 4 ทุ่มกว่าๆ แล้วค่อยแยกย้ายกันกลับบ้าน ช่วงนี้ผมอาจจะปั่น blog สำหรับเรื่องที่มีสาระได้ช้าหน่อยครับ เพราะสมองไม่ค่อยแล่นเลย เดือนนี้ Blog ก็คงจะเงียบเหงาไปบ้าง ขอเวลาฟื้นฟูสมองให้กลับมาเป็นปกติก่อนแล้วจะกลับมาปั่น Blog อีกครั้งครับ

4 thoughts on “กลับสิงคโปร์ คืนสู่ชีวิตที่เงียบเหงา

  1. ๋JinGjOe says:

    เอาน่าพี่าสู้ๆต่อไปครับผมอยากกลับบ้านมากเลยครับพี่ ดีแล้วครับพี่เรื่องแบบนี้ผมชอบแหะๆ อิอิ

  2. ๋JinGjOe says:

    ผมwant กระเพรามากเลยครับพี่อยากโดนสักจานอิจฉาอะ

  3. javaboom says:

    จิงโจ้ครับ ที่ Sydney มีร้านอาหารไทยทำกะเพราได้อร่อยมากๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s