คุยกับIBM ในหัวข้อ Cloud Computing

เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ที่ผ่านมาผมได้โพสต์ไปแล้วว่าผมได้คุยกับไดเร็กเตอร์ของ HP (กลับไปดูโพสต์นี้ คลิ้กที่นี่ได้เลย) ซึ่งเป็นการสนทนากันถึงหัวข้อวิจัยในเรื่อง Cloud Computing และผมยังได้โพสต์ภาพ IBM BlueCloud ไว้ในโพสต์นั้นแล้วด้วย สำหรับในวันนี้ผมได้เข้าร่วมสัมนาในเรื่องวิสัยทรรศน์และผลงานที่ผ่านมาของ IBM ในด้าน Cloud Computing โดยบุคคลที่มาบรรยายนั้นมาจากIBMสิงคโปร์ 2 ท่านด้วยกัน คือ Koo Peng Hen (Business Development Manager Service Oriented Architecture) และ Lionel Chua (Client Manager Public Sector) 

เนื้อหาที่IBMนำเสนอนั้นจะเน้นไปในที่ผลงานที่ผ่านของ IBM โดย Cloud Computing เป็นโมเดลการประมวลผลแบบใหม่ที่เพิ่งกำเนิดได้เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมานี้เอง โดย IBM ก็เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มโมเดลนี้ ดูตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมาของ IBM อย่างเช่นโครงการที่ IBM กับ Google จับมือกันร่วมวิจัยพัฒนาด้าน Cloud Computing ในปี 2007 ทั้งสองบริษัทแชร์ทรัพยากรและพัฒนาบริการบน Cloud Computing และในปีเดียวกันก็ได้ร่วมมือกันสร้างโครงการ Google/IBM Academic Initiative เพื่อสร้างกำลังคนด้าน Cloud Computing โดยเฉพาะ โดยการส่งเสริมให้นักศึกษาและนักวิจัยตามมหาวิทยาลัยต่างๆในโครงการได้รู้ถึงวิธีการเขียนโปรแกรมสำหรับประมวลผลแบบขนานบนระบบคอมพิวเตอร์ที่มีทรัพยากรจำนวนมหาศาลและข้อมูลขนาดมหึมา โดยการส่งเสริม Hadoop ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์คสำหรับพัฒนาโปรแกรมแบบกระจาย (Hadoop เป็นเวอร์ชันopensourceของ MapReduce จาก Google)

มีเรื่องที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งนั่นคือรัฐบาลของประเทศเวียดนามได้ร่วมมือกับบริษัทIBM เพื่อสร้างเครือข่ายCloud Computinigขึ้นมา [อ้างอิงข่าว] จุดประสงค์เพื่อพัฒนาภาคการศึกษากับงานด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมของประเทศเวียดนามเอง และนับได้ว่าประเทศเวียดนามเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ได้ลุยเทคโนโลยีCloud Computingอย่างจริงจัง ส่วนประเทศที่สองของเอเชียคือประเทศจีน โดย IBM ได้สร้างศูนย์Cloud Computingสำหรับกลุ่มบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศจีน [อ้างอิงข่าว]

IBMยังได้นำเสนอสถาปัตยกรรมของCloud Computingที่IBMได้ออกแบบขึ้นมา โดยผมเองได้แยกองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมนี้ได้ 3 ส่วนคือ 1.ส่วนที่เป็นทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เช่น กลุ่มจอง Data center หรือกลุ่มของคอมพิวเตอร์และstorage ซึ่งอาจอยู่กระจายกันไปตามพื้นที่หรือภูมิภาคต่างๆ อาจจะอยู่ในบริษัทคนละแห่ง เป็นต้น 2.ส่วนที่เป็นระบบสำหรับจัดการทรัพยากรคอมพิวเตอร์ โดย IBM ใช้ซอฟต์แวร์หลักที่IBMมีสำหรับส่วนนี้ ได้แก่ IBM Tivoli และ IBM WebSphere เป็นต้น และ 3.ส่วนที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เสมือน (Virtual Machine) โดยใช้ Xen ในการสร้างระบบเสมือนดังกล่าว โดย IBM จะใช้เครื่องมือในส่วนที่สอง (เช่น Tivoli) สำหรับติดตั้ง บริหารและมอนิเตอร์ Virtual Machine ที่อยู่ในส่วนที่สาม โดย Virtual Machine จริงๆแล้วก็เป็นคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนคอมพิวเตอร์จริงๆที่อยู่ในส่วนที่หนึ่งนั่นเอง

สาเหตุที่ Cloud Computing เลือกใช้ Virtual Machine ก็มีอยู่หลายเหตุผล แต่เหตุผลหลักๆก็คือการได้ platform ที่หลากหลาย (เช่น ได้ OS ที่หลากหลาย) และได้ระบบที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ (เช่น กำหนดจำนวนโปรเซสเซอร์,ฮาร์ดดิสก์,และแรมได้ตามต้องการ), ความเสี่ยงต่ำ (เช่น สามารถทดสอบระบบ แล้วเมื่อมีปัญหาจะไม่มีผลกระทบต่อฮาร์ดแวร์จริง), ประหยัดทั้งต้นทุนเงิน (เช่น เครื่อง Virtual Machine 2 เครื่องย่อมราคาถูกกว่า Physical Machine 2 เครื่องมากๆ)  และประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ (Virtual Machine 10 เครื่องบนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ย่อมกินไฟน้อยกว่า Physical Machine 2 เครื่อง), ลดต้นทุนดูแลรักษา (เช่น ทุนในเรื่องการอัพเกรดและบำรุง ค่าแอร์ และค่าไฟ),  สามารถเพิ่มหรือลดจำนวนเครื่องได้สะดวกตามความต้องการ, ผู้ใช้สามารถควบคุมทรัพยากรได้เสมือนว่าเป็นเจ้าของเครื่อง, และสามารถใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์จริงได้สูงขึ้น (เพิ่ม utilization ของ Physical Machine ได้มากขึ้น)

โอเคครับ…เนื้อหาที่IBMนำเสนอมีอยู่เยอะพอสมควรแต่ผมขอสรุปไว้เท่านี้แล้วกันครับ แล้วผมจะหาเวลาว่างเพื่อนำเสนอหัวข้อ Cloud Computing อย่างจริงๆจังๆเร็วๆนี้ ส่วนใครที่สนใจในเรื่อง Cloud Computing ท่านสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากเว็บของ IBM ก่อนได้ครับ โดย IBM เขาเรียกโซลูชันที่นำ Cloud Computing ไปประยุกต์ใช้ว่า High Performance On Demand Solutions (HiPODs) [อ้างอิง]

5 thoughts on “คุยกับIBM ในหัวข้อ Cloud Computing

  1. ในตอนนี้ผมก็เห็นแต่ Xen เท่านั้นครับที่เป็นทางออกในการวิจัยที่เกี่ยวกับ virtualization เนื่องจาก paravirtualization ที่โด่งดัง จริง ๆ แล้ว IBM นั้นถือเป็นต้นกำเนิดของการนำ virtual machine มาใช้ในคอมพิวเตอร์ mainframe เมื่อ 30-40 ปีก่อนเลยนะครับ [อ้างอิง] แต่ทำไม IBM ถึงไม่ใช้เทคโนโลยีที่อยู่ในห้อง Lab ของตัวเองมาใช้ใน HiPODs นี้ก็ไม่ทราบ หรือว่า IBM ต้องการตลาดที่กว้างของ PC เพื่อเน้นผลกำไรครับคุณ javaboom

  2. ถึงคุณ Soowoi

    เป็นการวิเคราะห์ที่น่าสนใจครับคุณSoowoiว่าทำไมIBMถึงไม่งัดtechnologyส่วนตัว มันเป็นเรื่องขบขันบางอย่างน่ะครับ ในความคิดเห็นของผม IBM ก็คงหวงproductตัวเองน่ะครับ แต่Xenเองเป็นopensourceที่พร้อมมากๆ ผมคิดว่ามันเกือบจะเป็นde factoเลยก็ว่าได้ คุณSoowoiจะเห็นได้ว่าบริษัทอย่างAmazonเจ้าของEC2เองยังเลือกใช้Xenเลย และAmazonก็เป็นCloud Vendorเจ้าต้นๆที่ประสบความสำเร็จในเรื่องCloudมากๆ จะเห็นได้ว่าลูกค้าของAmazonเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัททีเดียว

    ในความคิดเห็นของผมแล้ว เมื่อ IBM กับ Google จับมือกัน ทั้งคู่ก็ได้มาสรุป technology ที่จะปูทางให้cloud อาทิ Xenใช้เป็นVM ส่วนHadoopใช้เป็นframework เป็นต้น ต่อจากนั้น เมื่อ opensource มันพิสูจน์success case ได้สักระยะแล้ว ต่อไปIBMอาจจะงัดproductของตัวเองออกมาขายก็ได้ เช่น VM ต้องใช้ของIBMถึงจะได้serviceจากIBM ถ้าใช้opensourceก็ต้องแก้ปัญหาเอง ส่วนHadoopเป็นopensource ถ้าจะเอาserviceและtrainingด้วย ต้องซื้อMapReduceจากGoogle และท้ายที่สุด IBM อาจใช้แผนออก OS อย่าง AIX เป็น product ว่า Cloud Enable เรียกว่าขายฮาร์ดแวร์พร้อมsoftwareจากIBMแล้ว ลูกค้าจะได้cloudมาอย่างง่ายพร้อมบริการและรับประกันจากIBM เป็นต้น

    โดยสรุป HiPODs หรือโครงการ academic initiative ที่ผมกล่าวในบทความนั้น มันก็เป็นการปูทางให้ตลาดของGoogleกับIBMโดยการลงทุนต่ำในระยะยาวน่ะครับ โดยIBMกับGoogleปล่อยopensourceออกไปเป็นเครื่องพิสูจน์ตลาด ถ้าหากIBMต้องopenอะไรที่เป็นของตัวเอง มันอาจจะต้องลงทุนให้การsupportและtrainingมากกว่า เพราะถ้าเป็นXenแล้ว หากมีปัญหาอะไร ก็บอกได้เต็มปากว่า “ไม่ใช่ความผิดของIBMนะ เพราะไม่ใช่ของฉัน” และพูดต่อได้ว่า “มันเป็นopensource พวกคุณอยากได้อะไรดีๆ ก็ไปเติมเอาเอง” หรือ “ถ้ามีปัญหาอะไร ก็แก้เอาเอง”

    จากนั้นก็ปล่อยให้Amazonนำหน้าโดยเอาXenกับHadoopไปใช้ และปล่อยให้Yahoo!เอาHadoopไปใช้เพื่อพัฒนาapplicationกว่า400ตัว คุณSoowoiจะเห็นว่ามันเป็นการลองตลาดระยะยาวของทั้งคู่ โดยที่IBMไม่ต้องopenเทคโนของตัวเองให้เหนื่อยเลย มีแต่ได้ขายด้วยซ้ำ เช่น ได้ขายserver ได้ขายserviceและmaintainเป็นต้น ส่วนacademic initiativeนั้น IBMกับgoogleต้องการสร้างกำลังพัฒนา ท้ายที่สุดแล้ว กำลังคนที่IBMกับgoogleฝึกสอนมานั้น ก็จะเข้ามาทำงานให้บริษัทของตัวเองน่ะครับ หรือแม้ไปทำงานให้คนอื่นก็เป็นการผูกขาดเทคโนโลยีของIBMกับgoogleให้กับบุคลากรเหล่านั้นแล้วว่า “พวกนายต้องไปทำงานให้บริษัทด้วยproductของพวกฉันนะ” ต่อไปก็ต้องมาดูน่ะครับว่า บริษัทที่ตามหลังมาโดยใช้เทคโนโลยีตัวเองโดยไม่มีการopensourceแล้ว มันก็เหมือนคนเก่งแต่ไร้ญาติมิตร (คงไม่ต้องบอกว่ามีบริษัทอะไรบ้าง)

    🙂 คุณ Soowoi จะเห็นความสำเร็จนี้ได้จาก Sun น่ะครับที่ open ตัวJavaกับSolaris (ล่าสุดก็ takeover เอา VirtualBox มาopensource) นี่คือความสำเร็จแบบ WinWin ของวงการ opensource ครับ หรือดูความสำเร็จของLinuxที่openโดยบริษัทหลายบริษัท อย่างRedHatเป็นต้น เขาเองก็ได้ขายservice ขายmaintain ขายcertified จากการopen ตัวFedoraออกมา แต่ลูกค้าถ้าอยากได้มั่นใจก็ต้องใช้RedHat หรืออยากได้technicianที่น่าเชื่อถือก็ต้องมีcertifiedจากRedHat และนี่ก็คือการได้เม็ดเงินของการopensourceนั่นเอง

    ขอบคุณissueดีๆครับคุณSoowoi

  3. seventhMCPE says:

    คุณบูมไม่อยู่Sun Microsystemsแล้วเหรอครับ คุณบูมเปลี่ยนไป 555 ล้อเล่นๆ เออ..แล้วคุณบูมยังทำงานอยู่ซันหรือเปล่าครับ ไม่ได้ข่าวมานาน แต่อ่านโปรไฟล์คร่าวๆก็เพิ่งทราบว่าได้เรียนเอกแล้ว อยู่ไอบีเอ็มที่โน้นก็ดีครับ เอาใจช่วย HPก็ดีครับ เห็นว่าHPที่โน้นใหญ่มากๆ พนักงานหลายพันคน เงินเดือนพวกengineer เห็นว่าเป็นหลักแสนกว่าบาทไทยเลย อิจฉาๆครับอิจฉา

  4. ผมออกจากSunตั้งแต่ต้นปี 2007แล้วครับ จริงๆตอนนี้ทำงานร่วมกับHPครับ ไม่ใช่IBM แต่ก็เพียงทำงานแบบไม่เป็นทางการน่ะครับ หลังเดือนสิงหาคมถึงจะรู้ผลว่าได้ทำงานตำแหน่งไหนและทำที่ไหนครับ แต่คงน่าจะเป็นตำแหน่งพวกresearcher ส่วนเงินเดือนแสนกว่าบาทผมไม่ได้หวังน่ะครับ ถ้าได้ก็ดี🙂 ผมขอแค่ได้โปรไฟล์พอครับ คือผมรับทุนของที่มหาลัยผมอยู่แล้วครับ ว่างๆมาเที่ยวสิงคโปร์นะ อย่าลืม!

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s