นิยามคำว่า Cloud Computing

Cloud Computing คืออะไร

นี่คือการนิยามคร่าวๆของผมสำหรับความหมายของ Cloud Computing

Cloud Computing คือวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบCloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้องการผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

ผมได้นิยามคำว่า Cloud Computing ในรูปแบบที่ (น่าจะ) เข้าใจง่ายขึ้นที่ นิยามคำว่า Cloud Computing ภาค 2 สำหรับท่านที่กำลังค้นหาหัวข้อวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับ Cloud Computing สามารถไปอ่านบทความของผมได้ในหัวข้อชื่อ หมวดงานวิจัยเกี่ยวกับ Cloud Computing

รายละเอียดของนิยามมีอีกครับ เข้ามาติดตามได้เลย

ผมขอนิยามความหมายของคำหลักๆ 3 คำที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Computing ต่อไปนี้

ความต้องการ (Requirement) คือโจทย์ปัญหาที่ผู้ใช้ต้องการให้ระบบคอมพิวเตอร์แก้ไขปัญหาหรือตอบปัญหาตามที่ผู้ใช้กำหนดได้ ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาด 1,000,000 GB, ความต้องการประมวลผลโปรแกรมแบบขนานเพื่อค้นหายารักษาโรคไข้หวัดนกให้ได้สูตรยาภายใน 90 วัน, ความต้องการโปรแกรมและพลังการประมวลผลสำหรับสร้างภาพยนต์แอนนิเมชันความยาว 2 ชั่วโมงให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือน, และความต้องการค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวและโปรแกรมทัวร์ในประเทศอิตาลีในราคาที่ถูกที่สุดในโลกแต่ปลอดภัยในการเดินทางด้วย เป็นต้น

ทรัพยากร (Resource) หมายถึง ปัจจัยหรือสรรพสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลหรือเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่ความต้องการของผู้ใช้ได้ระบุไว้ อาทิเช่น CPU, Memory (เช่น RAM), Storage (เช่น harddisk), Database, Information, Data, Network, Application Software, Remote Sensor เป็นต้น

บริการ (Service) ถือว่าเป็นทรัพยากร และในทางกลับกันก็สามารถบอกได้ว่าทรัพยากรก็คือบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านCloud Computingแล้ว เราจะใช้คำว่าบริการแทนคำว่าทรัพยากร คำว่าบริการหมายถึงการกระทำ (operation) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่สนองต่อความต้องการ (requirement) แต่การกระทำของบริการจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากร โดยการใช้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกิดผลลัพธ์สนองต่อความต้องการ

สำหรับCloud Computingแล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบเบื้องล่างทำงานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากร(resource) อะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุความต้องการ(requirement) จากนั้นบริการ(service)ก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ สรุปได้ว่า ผู้ใช้มองเห็นเพียงบริการซึ่งทำหน้าที่เสมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามโจทย์ของผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับทราบถึงทรัพยากรที่แท้จริงว่ามีอะไรบ้างและถูกจัดการเช่นไร หรือไม่จำเป็นต้องทราบว่าทรัพยากรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน

นิยามที่หลากหลาย


วิดีโอชื่อ “What is Cloud Computing” จากงาน Web 2.0 Expo

เนื่องจากมีความหลากหลายในเรื่องวิธีและแนวทางในการพัฒนาระบบCloud Computing ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุให้ผู้คนนิยามคำว่าCloud Computingแตกต่างกันไปตามแต่เทคโนโลยีหรือวิธีการที่ใช้พัฒนาหรือแม้แต่มุมมองของแต่ละบุคคล ยกตัวอย่างเช่น จากblogของคุณsoowoiได้ทำการค้นคว้านิยามภาษาไทยของคำว่าCloud Computing(ที่แปลโดยทีมblognone) ไว้ดังนี้

  1. บริษัท Gartner กล่าวว่า ระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆคือ แนวทางการประมวลผลที่พลังของโครงสร้างทางไอทีขนาดใหญ่ที่ขยายตัวได้ถูกนำเสนอยังลูกค้าภายนอกจำนวนมหาศาลในรูปแบบของบริการ
  2. ฟอเรสเตอร์กรุ๊ป กล่าวว่า การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆคือ กลุ่มของโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบริหารจัดการและขยายตัวได้อย่างมาก ซึ่งมีขีดความสามารถในการรองรับโปรแกรมประยุกต์ต่างๆของผู้ใช้และเก็บค่าบริการตามการใช้งาน

หมายเหตุ อ่านรายละเอียดจากแหล่งข้อมูลได้ที่ http://lib.blognone.com/Cloud_Computing

ผมวิเคราะห์ได้ว่านิยามแรกของ Gartner นั้นอิงตามวิธีการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed Computing) โดยเน้นไปที่คุณสมบัติที่เรียกว่าความสามารถในการขยายตัวได้ของระบบ (Scalability) ส่วนนิยามจากฟอเรสเตอร์ (Forrester)ก็คล้ายๆกับของGartnerที่กล่าวถึงความสามารถในการขยายตัวได้ และยังเสริมอีกว่ารองรับโปรแกรมประยุกต์และเก็บค่าบริการตามการใช้งานจริง (Pay per use หรือ Post paid นั่นเอง) สำหรับประโยคหลังนี้ที่แตกต่างไปจากของGartner โดยการอิงหลักการของ Grid Computing, Utility Computing และ SaaS

แนะนำสักนิดสำหรับผู้ที่ไม่ทราบว่าอะไรคือ Grid Computing, Utility Computing และ SaaS

  • Grid Computing คือวิธีการประมวลผลที่เกิดจากการแชร์ทรัพยากร(อย่างเช่น CPU สำหรับการประมวลผล)ระหว่างองค์กรหรือหน่วยงานที่ใช้นโยบายแตกต่างกันไป (คนละบริษัทหรือคนละแผนก) อย่างเช่น องค์กร A กับองค์กร B ต้องการแชร์คอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งเพื่อประมวลผลโปรแกรมหรือระบบงานเดียวกัน เมื่อองค์กรที่แตกต่างแชร์ทรัพยากรร่วมกันย่อมมีนโยบายที่ไม่เหมือนกัน เช่นการกำหนดสิทธิและขอบเขตในการใช้ทรัพยากรที่แตกต่างกัน เป็นต้น และจำเป็นต้องอาศัยระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงความต้องการระบบ Single-Sign-On (หรือการล็อกอินครั้งเดียว แต่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ได้หลายเครื่องหรือใช้โปรแกรมได้หลายโปรแกรม) ทั้งนี้ เนื่องจากมีคอมพิวเตอร์ขององค์กรที่แตกต่างกันเข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบuser accountในการล็อกอินเข้าใช้งานระบบย่อมไม่เหมือนกัน จึงต้องพึ่งพาระบบ Single-Sign-On นั่นเอง

  • Utility Computing เป็นหลักการแชร์ทรัพยากรที่คล้ายกับGrid Computing เพียงแต่ว่าทรัพยากรจะถูกมองเสมือนว่าเป็นบริการสาธารณูปโภค (เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา และโทรศัพท์) โดยบริการเหล่านี้ ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินเพื่อใช้งานได้ตามที่ต้องการ และเวลาจ่ายเงิน ก็จ่ายตามจำนวนหรือช่วงเวลาที่ใช้งานจริง

  • SaaS ย่อมาจาก Software as a Service เป็นรูปแบบการให้บริการซอฟต์แวร์หรือapplicationบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าที่ออนไลน์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตใช้บริการซอฟต์แวร์เหล่านี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้ที่หน่วยงานหรือคอมพิวเตอร์ของลูกค้า โดย SaaS เป็นหลักการที่ตรงกันข้ามกับ On-premise software อันเป็นการติดตั้งซอฟต์แวร์ไว้ที่ทำงานหรือคอมพิวเตอร์ของลูกค้า

จากที่blognoneแปลไว้ ทำให้เราได้คำศัพท์สำหรับเรียก Cloud Computing แบบไทยคือ “ระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ” ถือว่าบัญญัติชื่อเรียกภาษาไทยได้ลงตัวดีครับ ทำให้มโนภาพเห็นเมฆลอยบนท้องฟ้า และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากได้อะไร เราก็เงยหน้ามองฟ้าวาดเมฆให้ได้ดั่งใจเราต้องการ

มาดูนิยามจากทางเจ้าพ่อสารานุกรมออนไลน์Wikipediaบ้าง เขาได้ให้นิยามไว้ว่า

Cloud computing refers to computing resources being accessed which are typically owned and operated by a third-party provider on a consolidated basis in Data Center locations. Consumers of cloud computing services purchase computing capacity on-demand and are not generally concerned with the underlying technologies used to achieve the increase in server capability. There are however increasing options for developers that allow for platform services in the cloud where developers do care about the underlying technology.  – โปรดดูต้นฉบับของ Wikipedia ประกอบ

แปลได้ว่า: Cloud Computing หมายถึงทรัพยากรสำหรับการประมวลผลที่จัดเตรียมและจัดการโดยบุคคลหรือองค์กรที่สาม (Third Party) โดยทรัพยากรเหล่านี้ถูกจัดเตรียมไว้ที่Data Center จากนั้น ผู้ใช้ของCloud Computing สามารถเข้าไปใช้งานทรัพยากรเหล่านี้โดยการซื้อ(หรือเช่า)ได้ตามที่ต้องการโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคำนึง(หรือแม้แต่กังวล)เลยว่าทางผู้ให้บริการทรัพยากรจะบริหารทรัพยากรให้มีความสามารถขยายตัวด้วยวิธีอะไร (หรือว่าได้หรือไม่ เพราะยังไงก็ต้องทำให้ได้🙂 )

แต่ประโยคสุดท้ายเขาได้กล่าวว่า การที่ Cloud Computing จัดเตรียมความสามารถที่ระบบสามารถขยายตัวได้ตามความต้องการของผู้ใช้ (increasing option) ก็เป็นเรื่องท้าทายที่ผู้พัฒนาระบบจำเป็นจะต้องเป็นห่วงเป็นกังวลแทน นั่นหมายความว่า ถ้าหากผู้ใช้ต้องการทรัพยากรมากกว่าที่ผู้ให้บริการจะเตรียมให้ได้ ผู้ให้บริการจะต้องค้นหาวิธีใดๆก็ตามเพื่อสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมาแบบฉับพลันนี้ให้ได้ อย่างเช่น ผู้ให้บริการอาจจะต้องกลายเป็นผู้ใช้หรือลูกค้าของผู้ให้บริการเจ้าอื่นๆเป็นทอดๆ เป็นต้น

เมื่อท่านอ่านบทความนี้จบ กรุณาอ่านบทความ “มุมมองในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยวชาญ” เพื่อดูนิยามและความเข้าใจในเรื่องCloud Computingของบุคคลท่านอื่น

ทำไมต้องเป็นCloud

สาเหตุที่มีชื่อว่า Cloud Computing ก็มาจากสัญลักษณ์รูปเมฆ(Cloud)ที่เราใช้แทนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ลองดูตัวอย่างได้จากโปรแกรมMicrosoft Visio อย่างเวลาเราจะวาดแผนผังเครือข่าย สัญลักษณ์ของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็คือรูปเมฆ

ในเมื่อรูปเมฆแทนอินเตอร์เน็ต แล้วทำไมอินเตอร์เน็ตจึงไปเกี่ยวกับCloud Computingได้? คำตอบมาจากการที่เราต่อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่างๆเข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เราก็สามารถได้บริการหรือได้ใช้ทรัพยากรที่อยู่ระยะไกลเพื่อสนองต่อความต้องการของเราได้นั่นเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขามองว่า Cloud Computing คือเมฆที่ปกคลุมทรัพยากรและบริการอยู่มากมาย เทียบได้กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่ต่อกับบริการและทรัพยากรจำนวนมหาศาล เมื่อเป็นCloud Computing เราจะมองว่าอินเตอร์เน็ตคือเมฆ และเมื่อไหร่ที่เราต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเมฆแล้ว เราก็สามารถเข้าถึงและใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่ต่อกับเมฆ…เทียบได้กับเมฆปกคลุมทรัพยากรคอมพิวเตอร์และผู้ใช้จำนวนมหาศาลไว้อยู่ ทั้งนี้ผู้ใช้มองเห็นเมฆผ่านทางบริการที่จะนำพาผู้ใช้เข้าถึงพลังในการประมวลผลและทรัพยากรต่างๆที่อยู่ใต้เมฆ หรือภายใต้ท้องฟ้าเดียวกันคือเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านกล่าวว่าเนื่องด้วย Web 2.0 อันเป็นยุคของอินเตอร์เน็ตที่รุ่งเรืองในเรื่องของสมาคมออนโลน์หรือสังคมดิจิตอล เป็นเหตุให้ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงบริการ World Wide Web (WWW) เพื่อขอใช้บริการที่มีความหลากหลาย และการใช้บริการเริ่มจะทวีคูณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เราจะพบว่าเราอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียง chat, เช็ค email,และเปิดหน้าเว็บเพื่ออ่านข่าวเท่านั้น หากแต่เป็นการใช้งานเพื่อเข้าสังคมผ่านGroup และ Web board รวมไปถึงBlogส่วนตัว และ Community อย่าง Hi5 หรือ Facebook รวมไปถึงการแชร์ไฟล์ต่างๆไม่ว่าจะแชร์รูปภาพผ่านFlickr แชร์วิดีโอผ่านYoutube รวมไปถึงการเข้าไปใช้งานapplicationต่างๆที่ออนไลน์บนโลกอินเตอร์เน็ต อย่างที่ Hi5 และ Facebook ได้บริการ application แบบต่างๆไว้ให้ผู้ใช้สามารถติดตั้งไว้บนหน้าเว็บส่วนตัวได้ และอย่างที่ Google ได้เตรียม Google Doc ไว้เป็นโปรแกรมสร้างเอกสารที่สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

เราจะเห็นตัวอย่างของ Web 2.0 ที่เป็นจุดพลิกผลันให้เกิด Cloud Computing ได้จาก Google Apps ที่รวมapplicationต่างๆผ่านจุดเดียว รวมไปถึงบริการที่มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ search engine, gmail, picasa, google video, google doc, google calendaryoutube, google maps, google reader และ blogger เป็นต้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่บริการและapplicationต่างๆเหล่านี้ทำงานร่วมกันเสมือนเป็นระบบเดียว รวมไปถึงสามารถแชร์ทรัพยากรและใช้งานร่วมกันระหว่างผู้ใช้อื่นๆได้ก็จะทำให้เกิด Cloud computing ขึ้นมาในที่สุด และตัวอย่างของความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว ในกรณีระหว่าง Salesforce.com และ Google ได้ร่วมมือกันสร้างเครือข่ายดังกล่าวขึ้นเพื่อการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานขายของบริษัทเดียวกันหรือแม้แต่ระหว่างบริษัท ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งขึ้น


วิดีโอสาธิต Google Apps ร่วมมือกับ Salesforce.com

ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างส่วนหนึ่งของระบบหรือบริษัทที่กำลังใช้ Cloud Computing ได้แก่ ระบบ Timesmachine ของNew York Times ที่ใช้บริการของ Amazon EC2 ในการสังเคราะห์ข่าวและจัดเก็บข่าวตั้งแต่ ค.ศ.1851 ทั้งนี้การรวบรวมข่าวจำเป็นต้องมีการแปลงข้อมูลของข่าว และเนื่องจากข่าวมีจำนวนมหาศาลจึงต้องใช้พลังในการประมวลผลเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และจำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับบันทึกข่าวเหล่านี้ [อ้างอิง]

การเขียนโปรแกรมเพื่อการประมวลผลบน Cloud Computing สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ถือได้ว่ากำลังนิยมมากในขณะนี้คือการใช้เครื่องมือที่ชื่อ Hadoop (เมื่อมีโอกาสผมจะกลับมากล่าวถึง Hadoop อีกครั้งในบทความหน้า) ตัวอย่างเช่น New York Times ก็เลือกใช้ Hadoop สำหรับเขียนโปรแกรมเพื่อแปลงข้อมูลของข่าวบนคอมพิวเตอร์(เสมือน)ที่เช่ากับAmazonไว้หลายร้อยเครื่อง โดยใช้เวลาในการประมวลผลทั้งหมดน้อยกว่า 36 ชั่วโมง

ตัวอย่างต่อไปคือเว็บ A9 ผู้ให้บริการ search engine อันเป็นเครือข่ายของ Amazon ใช้ Hadoop เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลที่รวบรวมไว้บนกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มและลดจำนวนได้

เว็บยอดนิยมอย่าง Facebook ก็เลือกใช้ Amazon EC2 สำหรับการขยายความสามารถของระบบให้รองรับจำนวนผู้ใช้จำนวนมากที่เข้ามาใช้ Facebook Apps(application ที่บริการบน Facebook)พร้อมๆกัน [อ้างอิง] สำหรับตัวอย่างอื่นๆที่ใช้งาน Amazon EC2 ท่านสามารถติดตามได้ที่เว็บของ Amazon [อ้างอิง] อย่างไรก็ดี ตัวอย่างที่แสดงบนเว็บท่านจะเห็นว่ายังมีไม่มาก แต่ในความเป็นจริงมีผู้ใช้บริการจาก Amazon EC2 จำนวนมาก เพียงแต่เขาไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลว่าเขาเอา Amazon EC2 ไปใช้ในงานใดบ้าง

ตัวอย่างของทางฝั่ง Google ได้แก่ Google Apps ที่ได้ร่วมมือกับ Salesforce.com ตามที่ผมได้อ้างอิงไว้แล้วก่อนหน้านี้

Gogrid (http://www.gogrid.com/) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Computing อีกเจ้าหนึ่ง ที่ถือว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญของ Amazon EC2 ก็ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับสร้างคอมพิวเตอร์เสมือนตามแต่ลลูกค้าต้องการได้ผ่านหน้าเว็บของ Gogrid ได้เลย และยังสนับสนุนระบบปฏิบ้ติการหลายยี่ห้อทั้ง Linux และ Windows ต่างจากทาง Amazon EC2 ที่ยังบริการแค่คอมพิวเตอร์เสมือนที่เป็น Linux อยู่ (หมายเหตุ เหตุที่ Cloud Computing เลือกใช้ Virtual Machine หรือคอมพิวเตอร์เสมือนจะถูกอ้างอิงไว้ในบทความต่อไป)

ผมขอกล่าวเพียงเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ ขอยกยอดหัวข้ออื่นๆไว้กล่าวในบทความต่อๆไป แล้วคอยติดตามผลงานของผมนะครับ…ขอขอบคุณทุกท่านที่คอยติดตามผลงานของผม

59 thoughts on “นิยามคำว่า Cloud Computing

  1. ยาวมากเลยครับ แต่ก็อ่านจนจบ ทำให้กระจ่างเลยครับ
    ตอนนี้ไม่ใช่ cloud of knowledge แต่เป็น sky without cloud แล้ว

    ขอบคุณมาก ๆ ครับ

  2. หวัดดีครับคุณ Soowoi

    ผมเริ่มเขียนตอน 1 ทุ่มเมื่อวาน กว่าจะเสร็จก็ปาไปตี 2 กว่าๆ กว่าจะข่มตานอนได้กว่าตี 3 กว่าๆครับ เพราะผมยังมีเรื่องอยากจะเขียนต่ออีกเยอะ แต่ท้ายที่สุดก็ตัดใจยกยอดไปเขียนคอลัมน์หน้าๆ หรืออาจจะไปโผล่บน web ที่กะว่าจะเปิดกับคุณ soowoi นี่แหละครับ

    ขอบคุณมาสำหรับแรงสนับสนุน ถ้ามีคนอ่านเยอะ ผมก็มีแรงเขียนเยอะครับ ที่เขียนไปจริงๆก็เพื่อสรุปความเข้าใจ,ความรู้,และประสบการณ์ครับ ถ้าไม่บันทึกมันก็จะหายไปได้น่ะครับ และก็เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆด้วย

    ขอบคุณอีกครั้งครับ

  3. Jaa says:

    Halooo P’Boom,

    Wow!! It is really good blog. I am reading the cloud computing paper from Berkeley. Your blog is really help me more understanding. ^O^

    I came to your blog by chance (suggestion by N’Frank) and am familiar with your blog name anddddd YESSSS… this is P’Boom from CSTU13 (hahaha)

    Hope you remember me naka
    Jaa

  4. Hi Jaaa,

    Yes, I recognize you na. Sounds great that my blog can support you. My article is just from my little experience. I have no time to update more contents. The Berkeley technical report you’re reading is nice. If you have chance to access IEEE/ACM databases, I recommend you to find more papers there ; 20+ conference papers/magazines are available.

    Cheers!

  5. กิมแก้ว says:

    มีโปรแกรมจำลอง cloud computing แนะนำเปล่าค่ะ เพราะว่าจะต้องทำสัมนา อาจจะต้องหาโปรแกรมมาช่วยในการทำสัมนาอ่าค่ะ ถ้ามีช่วยเมลล์บอกกด้วยนะคะ

    • โทษทีครับผมไม่เข้าใจคำถามของคุณกิมแก้วครับ คำว่า “โปรแกรมจำลอง” ในที่นี้หมายถึงอะไรครับ คือ เป็นมัลติมีเดียแนะนำ Cloud หรือโปรแกรมร่างผัง datacenter ของ Cloud หรือเป็น discrete event simulation หรือว่าเป็นโปรแกรมใช้งานจริงๆครับผม

      ถ้าตามศาสตร์ที่ผมทำ คำว่า “จำลอง” มักหมายถึง discrete event simulation ครับ เิอาไปใช้ในทดลอง/พิสูนจ์สมมติฐาน ถ้าใช่ มีของ Prof.Buyya จาก U of Melbourne ชื่อโปรแกรมว่า CloudSim http://www.gridbus.org/cloudsim/

  6. Thanawat says:

    สวัสดีครับ

    ผมได้อ่านเรื่องของ Cloud Computing ที่คุณ Boom ได้กล่าวไว้ในนี้บ้างแล้ว ผมมีความสนใจกับเรื่องนี้มากอยากทำเป็นตัวโปรเจค ป.โท หน่ะครับ คุณ Boom พอจะแนะนำ หรือว่ามี รายละเอียดหรือว่าพอจะเป็นที่ปรึกษาให้กัผมได้ไหมครับ

    ขอบคุณครับ

    • ด้วยความยินดีครับ เดี๋ยวคุยกันหลังไมค์ที่อีเมล “javaboom แอดจีเมลดอทคอม” ได้หรือเปล่าครับ เผื่อรายละเอียดมันยืดยาวครับ

      ก่อนอื่น ผมอยากให้คุณ Thanawat ช่วยแนะนำตัวเองคร่าวๆได้หรือเปล่าครับ เพื่อผมจะได้ให้คำแนะนำได้เหมาะสมครับ ได้แก่
      – เรียนปริญญาโทหลักสูตรอะไร
      – โปรเจคดังกล่าวเป็นวิทยานิพนธ์ที่ต้องตีพิมพ์ผลงานวิชาการหรือเปล่า เพราะความยากง่ีาย/ระดับของ Novelty – Innovation/รูปแบบการดำเ้นินงาน (เช่น การเขียนโปรแกรมกับการทดลอง) มันจะแตกต่างกันไปในแต่ละ requirement ของหลักสูตร
      – ตอนเรียนปริญญาตรีจบหลักสูตรอะไรมาครับ และทำโปรเจ็คจบเรื่องอะไร
      – มีความถนัดในทางคอมพิวเตอร์ด้านไหน และมากระดับไหน ทั้ง OS/Network/Programming รวมถึงศาสตร์อื่นๆอย่าง AI/Database/Data mine/Info retrieval/Math modeling
      – มีไอเดีัยคร่าวๆอย่างไรบ้างเกี่ยวกับงานที่จะทำเป็นโปรเจค ป.โท
      – สุดท้ายนี้ ทำงานอย่างเดียวหรือเรียนอย่างเดียว หรือเรียนด้วยทำงานด้วย และถ้าเคยทำงาน ทำงานด้านไหนครับ ลักษณะงานเป็นอย่างไร

      ผมถามเยอะไปนะครับ แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์กับเราทั้งสองฝ่ายมากในการคุยกันในครั้งต่อๆไปครับ

  7. ตอนนี้กำลังค้นหางานวิจัยเรื่อง Cloud Computing รบกวนช่วยหน่อยนะคะ

    • ิอีเมลที่ฝากไว้ถูกต้องหรือเปล่าครับ เดี๋ยวผมติดต่อทางเมลนะครับ

      คำถามของคุณ nam คือค้นหาเปเปอร์จะเอาไว้อ่านเกี่ยวกับ cloud หรือค้นหาหัวข้อหรือครับ (ผมไม่เข้าใจคำถาม)

      ผมเมลไปตามที่อยู่ที่คุณ nam ฝากไว้ คุณ nam ช่วยตอบคำถามผมในเมลด้วยครับ

  8. dragon says:

    ขอบคุณมากนะค่ะ แต่พวกcloud computing จะเป็นการใช้ทรัพยกกรออนไลน์ทั้งหมดเลยหรอค่ะ แล้วอย่าง PAAS,SAAS and IAAS รวมอยู่ในcloudด้วยรึเปล่าค่ะ

    • ใช่ครับ โดยคอนเซ็ปของ cloud แล้ว ทุกอย่างอยู่จะเก็บอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลของผู้ให้บริการ หรือองค์กรที่สาม (third part) และก็เป็นที่มาของคำว่า cloud ครับ (Internet ใช้รูปเมฆเป็นสัญลักษณ์) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็มีบางบริษัท เช่น Microsoft ที่เสนอหลักการที่เรียกว่า S+S (= Software plus Service) ที่หมายถึง กึ่ง cloud โดยข้อมูลและโปรเซสบางส่วนทำงานที่ local หรือที่คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เลย ก็เป็นหลักการ client/server ที่ client อ้วนมาอีกนิดนี่เอง แต่ถ้าพูดถึง cloud ปกติเขาหมายถึง thin client (เช่น browser ก็เพียงพอแล้ว)

      เข้าใจถูกแล้วครับ … พวก Paas, SaaS, IaaS ถือว่าเป็นชนิดของการให้บริการใน cloud computing ครับผม

  9. ขอบคุณมากค่ะ ข้อมูลมีประโยชน์มากค่ะ
    แต่อยากรบกวนในส่วนของ Service Modem, Payment Modem ของ Cloud Computing ค่ะ ว่าเป็นอย่างไร คือเพิ่งจะศึกษาเรื่องนี้ค่ะ ขอรบกวนอีกเรื่องค่ะ คือส่วนของ ประเภทด้วยค่ะ อันนี้เคยได้ยินมาแต่ไม่แน่ใจค่ะ

    ขอบคุณค่ะ

    • อืม ถ้าตอบจริงๆมันท่ายาวน่ะครับ ต้องขอประทานโทษด้วยครับ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่างตอบยาวครับ

      ผมแนะนำว่าลองค้นคว้าด้วยตนเองก่อน ในเรื่อง service model ที่แบ่งเป็น IaaS, PaaS, SaaS ครับ มีข้อมูลให้อ่านเยอะตามเว็บและเอกสารต่างๆเยอะอยู่ครับ ส่วน Payment model ไม่แน่ใจว่าจะให้อ่านที่ไหนได้ดีครับ คือ ก็แบ่งได้หลายวิธี ผมแบ่งได้เป็น pay-per-use น่ะครับ มีแบบ subscription, auction แต่ละแบบก็แบ่งแยกย่อยได้อีกครับ คุณอาจจะต้องลองทำ survey / literature review ดูครับ

  10. Boom says:

    รบกวนถามพี่บูมหน่อยคับ เกี่ยวกับเรื่อง private cloud & public cloud
    เท่าที่ผมเข้าใจ private cloud จะมีข้อดีด้านการควบคุมข้อมูลต่างๆขององค์กร เพราะโดยทั่วๆไปผู้ใช้บริการจัดการระบบเอง ผู้ให้บริการแค่ setup&support เบื้องต้น ที่ผมสงสัยคือ public cloud มีข้อดีอะไรที่เหนือกว่า private cloud ทำไมบางองค์กรที่ใช้ private cloud อยู่แล้ว ถึงต้องการเปลี่ยนไปใช้ public cloud ทั้งที่น่าจะมีประเด็นเรื่อง privacy, security และอีกหลายๆอย่างตามมา

    ผมชื่อบูมคับ (ชื่อเหมือนพี่เด๊ะ) ตอนนี้เพิ่งเริ่มเรียนโทด้าน Information Systems Management ที่เมลล์เบิร์น สนใจจะทำ research topic เรื่องเกี่ยวกับ cloud management คับ

    ไว้ปิดเทอมเมื่อไหร่ ผมจะไล่อ่านที่พี่เขียนให้หมดเลย มีประโยชน์มากๆเลยคับ

    • สวัสดีครับน้องบูม (รู้สึกแปลกๆเรียกชื่อตัวเอง 555)

      จริงๆพี่ไม่อยากตอบยาวเพราะพี่ยุ่งซะเหลือเกิน คำถามของน้อง มันมีเอกสาร/blog ให้อ่านเยอะมากด้วย ถ้าจะดีก็ไปอ่านเพิ่มนะครับ

      ถ้าจะเทียบกันจริงๆ private cloud มันก็คือระบบที่มีอยู่เดิมในบริษัท จะว่าไปแล้ว private cloud ก็มีมานมนานก่อน cloud computing ซะอีก ซึ่งจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ใช่ cloud computing น้องก็ตอบถูกแล้วว่ามันดีกว่าในแง่ของการควบคุมก็เพราะเป็นเจ้าของเองอยากทำอะไรก็ได้น่ะครับ

      Public cloud คือ คอนเซ็ป cloud computing อย่างแท้จริงครับ ดังนั้น cloud computing มันมีประโยชน์อะไรบ้างล่ะครับ นั่่นก็คือจุดที่เหนือกว่า private cloud ครับ อะ … ยกตัวอย่างแค่ 2 เรื่องนะ ที่เหลือลองไปค้นคว้าเพิ่มเอง
      1. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและจัดซื้อ ไม่ว่าจะค่าไฟ ค่าแอร์ ค่ารันดาต้าเซ็นเตอร์ พวกค่าพวกนี้โดยปกติมันแพงกว่าค่าเครื่องประมาณ 3 เท่า (ลองไปค้นหาคำว่า PUE ที่ปวดหัวกันในการบริหาร private cloud) ไหนจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่น ค่าแอดมิน ค่าซ่อมบำรุงอุปกรณ์ ค่าอบรมพนักงาน ค่าภาษีคาร์บอน(บางรัฐเจอภาษีคาร์บอน เช่น Colorado เจอไป 0.49 เซ็นต์ต่อ kWh) และยังมีค่าไลเซ็นซอฟต์แวร์ที่แพง จะเห็นว่า Microsoft เริ่มมีผลิตภัณฑ์พวก 365 ที่ให้คนเช่า MS Office บน cloud ในราคาที่ถูกกว่าซื้อแบบติดตั้งคอม หรือไม่ก็ Amazon EC2 ให้คนรัน Windows ในราคาที่แพงกว่า Linux ไม่กี่เซ็นต์ แทนที่จะซื้อ Windows มาติดตั้งราคาแพงแต่ถ้าใช้ไม่ได้ตลอดเวลา 365 วัน 24 ชั่วโมง มันก็อาจไม่คุ้ม

      2. Dynamic Provisioning – จริงๆคือเรื่องของ economies of scale ครับ คือ ถ้า private cloud มีเซิร์ฟเวอร์ 100 เครื่อง แล้วรู้ได้ไงว่า 100 เครื่องมันจะพอกับความต้องการ (เช่น จำนวน transaction และจำนวนผู้ใช้) วันดีคืนดี อาจจะต้องการเครื่องมากกว่านั้น ถ้าซื้อมาติดตั้งเพิ่ม เช่น เพิ่มไปเป็น 150 เครื่อง ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีเพราะมันจะกลับเข้าสู่ปัญหาในข้อ 1 หนำซ้ำที่เพิ่มมา 50 วันดีคืนดี ความต้องการอาจจะลดลง 80 เครื่องอาจจะเพียงพอแล้วก็ได้ แต่เราจะต้องบำรุงอีก 150 – 80 = 70 เครื่องไปอีกยาวนาน แต่ public cloud แก้ปัญหานี้ได้ครับ

      • Boom says:

        ขอบคุณมากครับพี่บูม น้องบูมเริ่มเห็นภาพแล้วครับ
        สรุปแล้วคำถามของผมก็คล้ายกับถามว่า cloud-based services มีข้อดีอะไรนั่นแหละ – -‘

        องค์กรที่ใช้ private cloud ก็เหมือนกับการใช้ concept ของ virtualization ทั่วๆไปนั่นเอง แต่องค์กรนั้นต้องจัดการเรื่อง host servers เองทั้งหมด ส่วน vendor แค่มาติดตั้งและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น (ซึ่งจริงๆองค์กรอาจสามารถจัดการเองได้ทั้งหมด ไม่ต้องจ้าง vendor ก็ได้) เรื่อง scalability อาจพอจะจัดการได้บ้าง แต่ไม่ยืดหยุ่นเท่า public cloud (ซึ่งก็คือ cloud computing ที่แท้จริง) ผมเข้าใจถูกมั๊ยครับ

        แบบนี้การใช้บริการ cloud กับ vendor ต่างๆ ก็คล้ายกับการ outsourcing แบบหนึ่ง เพียงแต่ต้องเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของเราว่าต้องการใช้บริการระดับไหน software, platform, หรือ infrastructure ใช่มั๊ยครับ

        ชอบที่พี่ตอบเรื่อง cost มากเลยครับ เห็นภาพเลยว่าค่าใช้จ่ายมันมาจากรอบทิศทางจริงๆ

    • ในยุคดั้งเดิม private cloud มักไม่มี vendor มาดูแลให้ครับ อาจจะมีลูกค้าบางราย (เช่น พวกธนาคารใหญ่ๆ เป็นต้น) เขาจ้างให้บริษัทไอทีมา outsource ดูแลระบบให้ที่บริษัทลูกค้า หรือไม่ก็เอาระบบไปวางไว้ที่บริษัทไอทีเลย เช่น ไอบีเอ็มก็บริการเช่นนี้อยู่ เป็นต้น

      พี่ขอยกสิ่งซีทีโอของ Amazon กล่าวไว้ว่า cloud computing ก็คล้ายกับบริการไฟฟ้านะครับ ถ้า private cloud ก็คือตั้งโรงงานไฟฟ้าเองหรือ private power generator ที่บริษัท แล้วก็ต้องเสียงบดูแลเยอะแยะมากๆ บ้างก็ใช้ไม่คุ้ม บ้างก็ไม่พอใช้ เลยเป็นที่มาของ power grid ในเวลาต่อมาทำให้ใช้ไฟจาก power generator ของเจ้าอื่นๆได้ แต่ถ้าลูกค้ามองเห็นต้นทุนที่สูงไปของ private power generator แล้ว เขาอาจจะต้องชั่งใจแล้วว่า จะมี private ขนาดเท่าไหร่ และไปใช้ public มากเท่าไหร่นั่นเองครับ

  11. Ming says:

    สวัสดีครับพี่บูม
    ตอนนี้ผมกำลังหาเอกสารเกี่ยวกับ สิทธิส่วนบุคคล(Privacy)และความปลอดภัย(Security)ของระบบคลาวด์(Cloud Computing) อยู่ครับ พี่บูมพอจะแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้สักนิดน้ะครับ ^^
    หรือพอมีเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็รบกวนขอด้วยน้ะครับ

    ป.ล. ที่ใส่อังกฤษเผื่อมีคน หาข้อมูลในกูเกิ้ล จะได้พบบล็อคของพี่เหมือนผม ^^

    • สวัสดีครับ

      ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจด้าน privacy และ security เลยไม่ได้สะสมเอกสารพวกนี้ไว้ แนะนำให้ค้นหาเอกสารจาก IEEE ดูครับ

  12. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะครับ อ่านแล้วทำให้ได้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับ Cloud computing มากขึ้นเยอะเลยครับ ^^

  13. Chinnachot says:

    อยากทราบข้อมูลเรื่องนี้เป็นภาษาไทย แปลแล้วไม่เข้าใจ
    Essential Characteristics:
    On-demand self-service. A consumer can unilaterally provision computing capabilities, such as
    server time and network storage, as needed automatically without requiring human
    interaction with each service’s provider.
    Broad network access. Capabilities are available over the network and accessed through standard
    mechanisms that promote use by heterogeneous thin or thick client platforms (e.g.,
    mobile phones, laptops, and PDAs).
    Resource pooling. The provider’s computing resources are pooled to serve multiple consumers
    using a multi-tenant model, with different physical and virtual resources dynamically
    assigned and reassigned according to consumer demand. There is a sense of location
    independence in that the customer generally has no control or knowledge over the exact
    location of the provided resources but may be able to specify location at a higher level of
    abstraction (e.g., country, state, or datacenter). Examples of resources include storage,
    processing, memory, network bandwidth, and virtual machines.
    Rapid elasticity. Capabilities can be rapidly and elastically provisioned, in some cases
    automatically, to quickly scale out, and rapidly released to quickly scale in. To the
    consumer, the capabilities available for provisioning often appear to be unlimited and can
    be purchased in any quantity at any time.
    Measured Service. Cloud systems automatically control and optimize resource use by leveraging
    a metering capability1
    at some level of abstraction appropriate to the type of service (e.g.,
    storage, processing, bandwidth, and active user accounts). Resource usage can be
    monitored, controlled, and reported, providing transparency for both the provider and
    consumer of the utilized service.

    • เอ่อ … อยากให้ลองแปลเองน่ะครับ

      เอาเป็นว่า โดยสรุปแล้ว เขาพูดถึง cloud computing ว่ามันทำอะไรได้บ้างครับ ก็ลองกูเกิลหาบทความไทยหรือเทศที่อ่านใจง่ายดูก็ได้ครับ ปัจจุบันมีคนเขียนเต็มไปหมดเลยครับผม

  14. iced_milk3@hotmail.com says:

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ที่นะ ถ้าอยากปรึกษา thesis เกี่ยวกับเรื่อง cloud computing จะได้มั๊ยคะ…เช่นต้องการทดสอบสมมติฐ่านที่คิดขึ้นมา แล้วจะใช้โปรแกรมใดบ้างที่จะช่วยในการพิสูจน์หรือทดสอบได้บ้างคะ…และควรเขียนกับภาษาอะไรคะ (รบกวนหน่อยนะคะ) รบกวนขอ e-mail เพื่อใช้ในการติดต่อกันได้รึป่าวคะ…ขอบนะคะ

    • ครับผม สมมติฐานก็ควรอิงกับความจริงด้วยครับ ต้องปูพื้นฐานความรู้บางเรื่อง ปกติผมจะแนะนำให้อ่านเปเปอร์คนอื่นๆเยอะๆครับ ได้ปูพื้นและเห็นสมมติฐานคนอื่นไปด้วยครับ (อีเมลของผม sivadon {แอท} ieee {ดอท} org ครับ)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s