เพราะชื่อ Cloud ความหมายเลยมืดมน

วันนี้ผมเข้าไปโพสต์ข่าวในเว็บ Blognone หัวข้อ “ห้าเทคโนโลยีแห่งปีในกระแส Hype Cycle” รายละเอียดเป็นอย่างไรไปติดตามได้ที่ Blognone แต่ผมขออนุญาตคัดลอก comment หนึ่งของผมมาแปะไว้ที่นี่หน่อยนะครับ comment นี้มาจากความกำกวมในความหมายของ Cloud และคุณ mk ได้ยกประเด็นว่า Cloud Computing ต่างจาก​ Utility Computing และ On-demand Computing อย่างไร ผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นตอบไปตรงๆกระทัดรัดได้ใจความ ตามนิสัยการสาธยายและเล่านิทานน่าเบื่อที่ยืดยาวของผม ​- นิสัยนี้ลูกศิษย์ของผมหลายคงเจอบ่อยจนเอือมระอา อย่าเอาเป็นตัวอย่างครับ

ผมวิเคราะห์เหตุการณ์ในอดีตที่เคยได้มีโอกาสศึกษาและวิจัยเทคโนโลยีอย่าง Grid Computing, Utility Computing และ Cloud Computing รวมถึงสมัยทำงานกับบริษัท Sun Microsystems ผมก็ได้ยุ่งกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Grid Computing, Utility Computing และบริการที่เรียกว่า On-Demand ผมรวบรวมประสบการณ์เหล่านี้สรุปเป็น comment ที่ยืดยาวได้ว่า

ผมเคยถามผู้บริหารของไอบีเอ็มที่สิงคโปร์ว่า “cloud ต่างจาก on-demand อย่างไร” สรุปว่า เขาไม่ตอบผมครับ แล้วเขาตอบคำตอบอื่นว่า สิ่งที่ IBM เคยทำมาไล่ตามลำดับเวลาก็มี Grid -> Utility -> SaaS -> Cloud แฮๆ แล้วผมก็ถามว่า “on-demand หายไปไหน ?” เขาก็บอกว่านี่แหละ on-demand มันเป็น on-demand ที่พัฒนาในแต่ละยุค

Grid มองหลักการแชร์ทรัพยากรระหว่างองค์กรที่บริหารอะไรด้วยนโยบายที่แตกต่างและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก เหตุผลหนึ่งที่เกิด Grid ก็มาจาก Demand นี่แหละครับ เพราะองค์กรหนึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรระดับหนึ่ง แต่เมื่อทรัพยากรที่ถืออยู่ในมือมีไม่พอ จึงต้องไปขอใช้จากที่อื่น และ Grid ช่วยเพิ่ม Utilization และมีความเป็น on-demand (หากมี scheduler หรือตัวกระจายงานที่ฉลาด) คือเมื่อผมมี job น้อยๆ job ผมรันที่องค์กรผม แต่เมื่อ job ผมมีเยอะๆ มันก็กระจายไปรันหลายๆองค์กร

อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องนิยามไม่นิ่งก็ยังเกิดกับ Grid เลยครับ แม้ Grid จะมีนิยามที่เป็นที่ยอมรับ กล่าวคือ บริษัท Vendor ต่างนิยามผลิตภัณฑ์กริดเป็นของตนเอง อยากขายผลิตภัณฑ์ให้ทันยุค Grid ก็ใส่พ่วงท้ายไปว่า Grid-Enabled หรือ Grid-Ready เป็นต้น เมื่อตอน Sun Grid Engine และ Oracle 10G ออกมาใหม่ๆ หลายคนยังงงเลยว่ามันกริดยังไง

พอถึงยุค Utility ทีนี้มีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยว คือเช่าซื้อบริการและก็จ่ายตามจริง อันนี้ก็มีให้เห็นในบริการของซันจาก network.com เข้าไปดูในเว็บนี้ได้มันอ้างถึงความเป็น on-demand ในเว็บมีลิงค์หัวข้อ On-Demand Computing: Using Network.com แต่เว็บนี้ใช้สโลแกน Utility Computing และยังเคยมีบางคนเรียก Utility Computing ว่า Utility Grid

พอเป็น SaaS (Software-as-a-Service) เขามองว่าถ้าเป็น Grid หรือ Utility ทรัพยากรคือสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการและมองทรัพยกรคือสิ่งที่เป็นบริการ เช่นมาตรฐาน OGSA ของกริดที่อิง SOA และเสนอให้ใช้ Web Services เป็นบริการสำหรับจัดการทรัพยากร เช่น ส่ง job และมอนิเตอร์ job เป็นต้น พอเป็น SaaS ก็เลยถึงยุคที่บอกว่าซอฟต์แวร์นี่แหละคือบริการ และซอฟต์แวร์ต้องให้บริการได้จากทุกที่เพื่อสนองความต้องการผู้ใช้แบบ on-demand และทรัพยากรก็ถูกมองว่าเป็น SaaS ที่มีซอฟต์แวร์เป็น portal หรือ interface ในที่สุด

เมื่อ Grid, Utility, SaaS เติบโตและผ่านช่วงเวลาระดับหนึ่ง บวกกับงานวิจัยและพัฒนาในฟิลด์นี้ที่ก้าวหน้า บวกกับการที่ผู้คนผูกติดเข้ากับ Web 2.0 อย่างเหนียวแน่น จึงเกิดปรากฎการณ์ Big Bang ของเทคโนโลยี และแล้ว Cloud จึงบังเกิดขึ้นมา โดยเป็นการยำตั้งแต่ SaaS (มีซอฟต์แวร์ติดตั้งไว้ที่ไซต์ขององค์กรอื่น), Utility (คิดค่าบริการตามการใช้งานจริงและเข้าถึงบริการได้อย่างบริการสาธารณูปโภค), Grid (แชร์กันระหว่างองค์กร เช่น บริการจาก Salesforce + Google Apps), และก็ On-Demand (บริการปรับแต่งได้ตามต้องการและทันท่วงที) ประวัติศาสตร์มันก็เป็นเช่นนี้แล ….

ในความคิดส่วนตัว นิยามไม่นิ่ง ก็เพราะไม่มีสมาคมอย่าง OGF ที่ดูแล Grid และกำหนดมาตรฐาน แต่เป็นเรื่องแปลกนะครับ ที่ว่าการไม่มีสมาคม ต่างคนต่างทำ แต่ Cloud กลับไปได้ไวและขายได้เป็นเม็ดเงินกว่า ทั้งนี้ ผมคิดว่า เนื่องจากบริษัทแต่ละแห่งมีอิสระภาพในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ แต่มีปัญหาอย่างยิ่งในอนาคตแน่ๆ ในกรณีที่บริการ Cloud ของแต่ละแห่งมันเชื่อมกันไม่ได้ ณ ตอนนี้ผู้ให้บริการ Cloud บางเจ้าก็คำนึงเรื่องนี้เหมือนกัน

อย่างไรก็ดี เราจะเห็นว่า Cloud มีเครื่องมือบางอย่างที่เป็น De facto อยู่ เช่น Google’s MapReduce และ Hadoop สำหรับพัฒนาโปรแกรม และก็ Xen สำหรับรัน Virtualization เป็นต้น

ส่วนเรื่องนิยามไม่นิ่ง ก็มองไปก่อนแล้วกันนะครับว่ามันเป็น Cloud มันเป็นอินเตอร์เน็ต บริษัทจึงสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นไงก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเตอร์เพื่อเข้าถึงบริการ แต่สิ่งที่บริษัทต้องรับประกันคือความน่าเชื่อถือของบริการ และเอกสารที่เรียกว่า SLA จะมีบทบาทสำคัญมากในยุคนี้

หากมองในแง่ภาษาอังกฤษคำว่า Cloud สามารถแปลได้ว่า “มืดมน” ดังนั้น นิยามจึงมืดมนเพราะปกคลุมไปด้วยเมฆ🙂

ท่านสามารถเข้าไปอ่านโพสต์เก่าของผมที่เกี่ยวกับหัวข้อนี้ได้ที่ มุมมองในเรื่องCloud Computingของผู้เชี่ยวชาญ

ขอขอบคุณ Blognone เวทีแห่งการแสดงออก, การแบ่งปัน, และมิตรภาพ

3 thoughts on “เพราะชื่อ Cloud ความหมายเลยมืดมน

  1. ผมไม่ค่อยได้ว่างเข้าเว็บมานาน มาอ่านblog อีกทีอาจารย์ไปอยู่ใน blognone แล้ว🙂
    พอดีว่าจะมาอ่าน cloud computing จากบทความเก่าๆสักหน่อย ครับ

  2. อ่อครับ ตอนแรกกะเสนอแค่ใน blog ของผม แต่เสนอข่าวในไปบล็อกนั้น (blognone) เข้าถึงกลุ่มคนอ่านมากกว่าครับ

    หากเป็นบทความส่วนตัวที่เขียนด้วยการค้นคว้าโดยผมเองก็ยังลงที่บล็อกของผมครับ โดยเฉพาะเรื่อง cloud computing

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s