บรรยายของ CTO เจ้าพ่อกลุ่มเมฆ Amazon Web Services

หน้าทางเข้าห้องบรรยาย

ผมดอง event ดีๆที่ผมเพิ่งได้เข้าร่วมเมื่อวันพุธที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา เป็นบรรยายของ Dr. Werner Vogels ตำแหน่ง CTO และรองประธานบริษัทของ Amazon.com ยักษ์ใหญ่แห่งหนังสือออนไลน์ (และขายสินค้าอื่นๆอีกมากมาย ตั้งแต่ถุงเท้ายัน sex toy) และหัวข้อบรรยายครั้งนี้ คือ Successful Strategies in the Cloud: Perspectives from Amazon Web Services

การบรรยายครั้งนี้ จัดที่ Singapore Management University ซึ่งเป็นการบรรยายที่ได้รับการสนับสนุนโดย National Grid ของหน่วย iDA ของ รัฐบาลสิงคโปร์ (เมื่อปี 2008 ทาง iDA ก็เคยชวน Head of Yahoo! Research มาบรรยายเหมือนกัน ผมก็ได้เข้าร่วมงานนั้น)

ก่อนถึงวันของ event ครั้งนี้ ผมบอกกับตัวเองเลยว่าผมต้องมาให้ได้ เพราะโดยส่วนตัว ผมยกย่องให้ Vogels เป็นเจ้าพ่อและนักบุกเบิก cloud computing  จริงอยู่ที่หากเราดูเบื้องหลัง cloud computing แล้ว มีบริษัทยักษ์ใหญ่รายอื่นพร้อมด้วยวิศวกรที่เก่งกาจเป็นคนคิดมาก่อนมาหลายสิบปี แต่ผมยกย่องให้ Amazon ที่นำโดย Vogels เป็นเจ้าพ่อ เพราะว่า Amazon เขาปฎิวัติตลาดบริการที่ทำให้เทคโนโลยีเป็นสาธาณูปโภคแห่งศตวรรษด้วยกลุ่มของบริการ cloud computing ที่ชื่อ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งทำให้ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดไอทีที่เอา computing มาขายเหมือนบริการสาธูปโภคได้แจ่มแจ้งและโดดเด่นที่สุด (ผมไม่ขอลงรายละเอียดว่าแจ่มยังไง ถ้ามีเวลาก็จะเขียนเป็นหัวข้อใหม่แล้วกัน) และ Amazon เขาก็เป็นผู้นำในตลาดนี้และก็มีผู้ตาม(ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่กว่า Amazon)พยายามเดินตามหรือเดินแซงเขาไม่มากก็น้อย

Dr. Werner Vogels (ตัวจริง สูงและตัวใหญ่มาก และหน้าตาใจดี)

สไลด์หน้าแรก

ผมไม่ขอลงรายละเอียดของการบรรยายมากนัก ซึ่งจะว่าไปแล้ว เรื่องที่ Vogels นำเสนอก็สามารถหาอ่านได้ทั่วไปตาม blog หรือเอกสาร cloud computing หรือแม้แต่ในเว็บของ Amazon AWS เอง แต่ผมขอสรุปคร่าวๆแบบกว้างๆแล้วกัน (และที่สำคัญผมไม่ได้จด และไม่ได้จำทุกๆเรื่อง)

  • เริ่มต้นก็มีการแนะนำ Vogels ว่าจริงๆแล้ว เขาเป็นนักวิจัยทางคอมพิวเตอร์ตัวจริง เขาสนใจและทำงานวิจัยด้าน distributed system และก็จบ PhD มาทางสายนี้ (ซึ่งเป็นสาขาที่ผมเองสนใจและก็กำลังทำวิจัยอยู่มาถึงตอนนี้) และเขาก็เป็นผู้ที่ผลักดันและออกแบบระบบบริการ AWS นี่เอง
  • ตอนเปิดตัว … เขาเปิดตัวด้วยการให้นิยามของ cloud computing เขาก็บอกว่านิยามของ Gartner โดนใจเขานะ แต่เขาก็ว่ามันขาดๆอะไรไป นั่นก็คือ ต้องเน้นด้วยคำว่า on-demand นั่นเอง (ซึ่งผมคิดในใจว่า จริงๆ Amazon เขาดันคำว่า elasticity ไม่แพ้ on-demand และคำว่า on-demand computing ทาง IBM เขาผลักดันมาก่อนอย่างหนักหน่วงเลยแหละ)
  • Vogels ก็แนะนำว่า cloud computing (โดยเฉพาะ AWS) นั้นเปลี่ยนตลาดโลกระบบไอทีเป็นอย่างมาก เพราะมันควบคุมค่าใช้จ่ายได้ยืดหยุ่น มีการลงทุนเริ่มต้นน้อย (จริงๆเขาใช้คำว่า zero investment แต่ผมว่ามันก็ไม่ใช่ zero ทุกครั้งไป) โดยในแง่ลูกค้าแล้ว ลูกค้ายังประหยัดค่าดูแลรักษา+เวลา+พลังงาน(ธรรมชาติ)อีกด้วย และก็พูดถึงประโยชน์อื่นๆมากมาย ซึ่งหาอ่านได้ทั่วไปในเอกสารต่างๆ
  • Vogels กล่าวถึงการเติบโตของจำนวนลูกค้า AWS ที่เพิ่มขึ้น เช่น เขายกตัวอย่างบริการ Amazon S3 (สตอเรจออนไลน์) ว่าเติบโตมากๆทั้งจำนวนลูกค้า+จำนวนข้อมูล+จำนวนเข้าถึงบริการ (request)ที่เพิ่มขึ้น อย่างปี 2006 ตอนที่ S3 เพิ่งเปิดตัวนั้นมีจำนวนการ request น้อยมาก พอมาปี 2007 ก็เพิ่มเล็กน้อย มี request ประมาณ 3-4 ล้านครั้งต่อวินาที แต่ว่าปัจจุบันนี้ อย่างไตรมาสแรกของปี 2010 มี request เฉลี่ยที่ 150,000 ครั้งต่อวินาที (ผมคิดเอาเองว่าส่วนใหญ่มาจาก Twitter และแอพของ Facebok จำนวนมากที่เก็บข้อมูลไว้กับ S3 และรันบน EC2 ด้วยแหละ)
  • Vogels พูดเหน็บๆว่า คนที่บอกว่า cloud computing ไม่ reliable เนี่ย เขาไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ คือ เขาพูดถึงการดูแลระบบของ Amazon ที่มีระบบที่ reliable และมี redundancy สูงทั้งระบบคอมและระบบไฟ (จริงๆที่เขาพูดก็เหมือนจะโฆษณา แต่ก็เชื่อถือได้อยู่)
  • เขากล่าวถึงเบื้องหลังการออกแบบ AWS ว่าต้องเป็นบริการที่เข้าถึงได้ง่าย(และเบา) บริการทุกตัวของ AWS มี API ที่มี interface เป็น Web Services (ผมว่าเลยเป็นที่มาว่าบริการ cloud computing ตัวนี้ชื่อ Amazon Web Services) ใช้ SOAP ในการติดต่อ และก็มี API สำหรับภาษาอื่นๆด้วย
  • เขายกตัวอย่างของแอพที่ใช้ประโยชน์จาก AWS และลูกค้าส่วนหนึ่งที่ใช้ AWS (หาอ่านได้ในเว็บของ AWS เอง) และดูเหมือนว่า Amazon จะภูมิใจมากที่รัฐบาลสหรัฐหลายหน่วยงานพึ่งพา AWS (มี NASA ในนั้นด้วยนะ)
  • เขาก็พูดขำขันว่า เวลาคุณได้รับ spam พวกเชิญมาเล่นเกมต่างๆบน facebook น่ะ เขาขอโทษด้วยนะ จริงๆแล้วมันก็ส่งมาจาก AWS นี่เอง โดยความหมายของเขาคือ พวกเกมดังๆบน facebook ต่างใช้บริการ AWS (แน่นอนว่า “ปลูกผัก” ก็รวมอยู่ในนั้นด้วย)
  • (ผมนึกไม่ออกแล้วว่าจะเขียนอะไรต่อดี) อะ ขอจบด้วยเรื่องสำคัญที่ผมจำได้จากบรรยายของ Vogels คือ Vogels ให้ความเห็นว่า cloud computing ที่แท้จริงต้องเป็น public cloud (อย่าง AWS ถือว่าเป็น public cloud) และเขาพูดเหน็บแนมบรรดาบริษัทต่างๆที่ผลักดัน private cloud กันนักหนา ว่าไอ้เรื่อง private cloud เนี่ย มันตลกสิ้นดี มันเป็นไอเดียเดินถอยหลังไปสู่ระบบเดิมๆ คือ ลงทุนแพงๆและแบกภาระการบำรุงไอทีในองค์กรต่อไป เขายกตัวอย่างผ่านยุคของ power generation (การผลิตไฟฟ้า) ว่าในยุคดั้งเดิม ก็มีแต่พวกโรงงานใหญ่ๆที่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ ต้องมี power generation ของตนเอง เขาก็บอกว่า power generation ยุคนั้นก็เป็นเหมือน private cloud แต่พอมี power grid ที่จ่ายไฟไปตามทุกหนแห่ง ผู้คนทั่วไปเข้าถึงได้ มันจึงเกิดประโยชน์แท้จริง เช่นเดียวกับ public cloud นี่เองที่จะทำให้เกิดการเทคโนโลยีที่แท้จริงแห่งศรรษวรรตที่ 21

Vogels เหน็บว่า private cloud ก็คือ False Cloud เหมือนกับว่าเราต้องติดตั้ง power generator ไว้ในบริษัท

โอเค ว่าจะไม่เขียนยาวแล้วนะ … พอจบการบรรยาย ทาง AWS เขาก็มีเลี้ยงอาหารเย็น หรูด้วย! เขาปิด sushi bar แถว city hall เลยแหละ มีบรรดาวิศวกรและทีมขายของ AWS มาร่วม และเปิดโอกาสให้เราได้พูดคุยกัน และที่ผมสนใจก็คือมีอาหาร และที่ชอบจริงๆคือมีเซิร์ฟเบียร์ Asahi ไม่อั้น!


บรรยากาศที่ sushi bar


สำหรับผมแล้ว ไฮไลท์ก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ

7 thoughts on “บรรยายของ CTO เจ้าพ่อกลุ่มเมฆ Amazon Web Services

  1. joezine says:

    Vogels ก็แนะนำว่า cloud computing (โดยเฉพาะ AWS) นั้นเปลี่ยนตลาดโลกระบบไอทีเป็นอย่างมาก เพราะมันควบคุมค่าใช้จ่ายได้ยืดหยุ่น มีการลงทุนเริ่มต้นน้อย

    >ผมเห็นด้วยที่ว่าค่าใช้จ่ายเริ่มต้นน้อย (แต่ก็ไม่ zeo investment ซะทีเดียว) แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้ว AWS จะไม่ค่อยโอเท่าไหร่
    >
    >ยิ่งมีจำนวน Server มาก (ประมาณ 100) ผมว่าลงทุนทำ private cloud น่าจะ work กว่า
    >
    >แต่แปลกใจว่า ขนาดหน่วยงานสหรัฐมาใช้บริการเยอะมาก แทนที่จะสร้าง private cloud เอง

    • ในที่นี้ ผมมองว่า private cloud นั้นเหมาะกับงานที่ critical และ/หรือต้องการ security ระดับสูงมากๆ และก็อยู่ที่ภาระของระบบด้วยว่ามี demand มากน้อยและแปรปรวนมากน้อยเท่าไหร่ครับ ถ้า 3 ปัจจัยดังกล่าว (critical+security+deterministic demand) เป็นสิ่งที่วิเคราะห์และตีแตกได้ชัดเจน private cloud คือโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในระยะยาว

      มีการวิเคราะห์และงานวิจัยที่คล้ายกับ private cloud เยอะมากในช่วงปฎิวัติอุตสาหกรรม ที่ต้องพึ่ง power generation มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่า public power generation เป็นโมเดลที่คุ้มค่า แต่ถ้าคำนึงถึง 3 ปัจจัยด้านบนเป็นสำคัญ ก็ทำ private power generation จะดีกว่าครับ หรือไม่ก็ใช้ระบบที่เป็น hybrid ระหว่าง private +public ในรูปของ power grid นั่นเอง แต่ท้ายที่สุดเขาก็มีระบบที่มีประสิทธิภาพในการสำรองไฟ + ขยายไฟจากแหล่งอื่น + ขายไฟแบบปลีกครับ

      เรื่องหน่วยงานสหรัฐ เขาไม่ได้ฝากระบบไว้กับ AWS ครับ มันเป็นระบบ SaaS ส่วนหนึ่ง และ PaaS ส่วนหนึ่งครับ หน่วยงานพวกนั้นยังเป็น hybrid อยู่ หาหน่วยงานใหญ่ที่ใช้ public เพรียวๆได้น้อยมาก แต่ถ้าเป็น SME ใช้ public เพื่อสร้างระบบไอทีเพื่อรองรับ demand ที่แปรปรวนก็คุ้มค่ากว่าทำ private cloud อยู่เยอะครับ

      อยากให้คุณลองมองอีกมุมว่า ถ้า demand มีความแปรปรวน (เป็นธรรมชาติของมัน) ถ้าลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์ 100 เครื่อง แต่ใช้เต็มที่ช่วงแรก 80% โดยเฉลี่ย แต่ผ่านไป 6 เดือน (สมมติ) ระบบมี demand ต่ำลงมาก จนท้ายที่สุดเราวัด distribution ออกมา จะพบว่ามี overprovisioning เกิดขึ้นอยู่หลายจุดและท้ายที่สุดเราต้องจ่ายค่าบำรุงระยะยาว อีกปัจจัยคือ ถ้าเราซื้อ 100 เครื่อง แล้วมันไม่พอกับ demand ก็เกิด underprovisioning ก็ทำให้ต้องลงทุนเพิ่ม และพอลงทุนเพิ่มก็อาจจะเกิดช่วง drop ของ demand และตอนนั้นเอง เราก็ต้องแบกภาระของ total cost of ownership (TCO)

      อย่างไรก็ดี การซื้อ server 100 ตัวมันจะคุ้มในกรณีที่ เรารู้แน่ว่า demand มันนิ่งระดับ 100% (หรือคลาดเคลื่อนไม่มาก) หรือว่าได้ mean ที่แกว่งใน confident interval ที่ยอมรับได้ ก็ถือว่าเป็นโซลูชันที่โอเค และอีกครั้ง ถ้า critical + security เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ก็หลีกเลี่ยง private cloud ได้ลำบากครับ

    • เพิ่มอีกนิดครับ ผมทำงานวิจัยที่ศึกษาและวิเคราะห์เรื่อง over- และ under- provisioning ครับ ถ้าสนใจ ผมส่งเปเปอร์ไปให้อ่านได้ครับ

      • Samroeng says:

        ผมขอ เปเปอร์ที่วิจัย ได้ไหมคับ พอดีจะเอาไปอ่านประกอบและศึกษาเปรียบเทียบ เกี่ยวกับ เรื่องนี้พอดีนะคับ รบกวนส่งท่ี่เมลล์ roeng_rp@hotmail.com นะครับ

  2. กำลังอ่านมันส์เลย ไปสดุดตรงที่ (ผมคิดเอาเองว่าส่วนใหญ่มาจาก Twitter และแอพของ Facebok จำนวนมากที่เก็บข้อมูลไว้กับ S3 และรันบน EC2 ด้วยแหละ) – เข้าใจfacebookเค้ามีDCเค้าเองป้ะคะ ไม่น่าจะมาฝากไว้กับAWS หรือมันคือตั้งแต่ปี2010. หรือเราmisinterpreted แง่ววว(-_-”)

    • ใช่ครับ facebook มี DC ของตัวเอง ตัว facebook และ official facebook app รวมถึง data ของผู้ใช้อยู่บน DC ของ facebook แต่ที่ผมพูดถึง (และเกี่ยวกับ CTO พูดถึง) หมายถึงเกมหรือแอพต่างๆที่เล่นกันผ่าน facebook ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำโดย facebook ก็ได้ เกมดังๆหลายตัวที่เล่นผ่าน facebook รันบน AWS ครับ ส่วน twitter (รวมถึง foursquare) สมัยแรกเริ่มนั้นรันบน AWS แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ติดตามว่า twitter ไปรันที่ไหนครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s