Cloud computing มีลักษณะ 3 ประการ

ระยะนี้มีข่าวค(ล)าว(ด์)เกี่ยวกับ cloud computing ออกมาเยอะอย่างต่อเนื่อง และผมก็ไม่เคยจะได้พูดถึงข้อจำกัดของ cloud computing ซักเท่าไหร่ จนช่วงหลังมีคนเข้ามาถามผมทางอีเมลเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องข้อจำกัดของ cloud computing โดยเฉพาะในเรื่องความน่าเชือถือของ cloud computing

เนื่องจากผมไม่อยากพิมพ์เมลตอบยาว ผมเลยตอบสั้นๆว่า cloud computing มันหนีไม่พ้นกฎไตรลักษณ์หรอก หากขยายความอีกนิดหน่อย คือ cloud computing มีลักษณะ 3 ประการ ดังนี้

  1. อนิจจัง – cloud computing ไม่เที่ยงแท้แน่นอน และก็ไม่สามารถให้ความน่าเชือถือแก่ผู้ใช้ได้ 100%
  2. ทุกขัง – cloud computing ไม่แข็งแรงคงทน 100% และก็ไม่ได้ปลอดภัย 100% แม้จะใช้เทคโนโลยีทันสมัยขนาดไหนก็ตามแต่ มีโรงไฟฟ้าปั่นไฟให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ของตนก็ตามแต่ cloud computing ล่มได้อยู่ดี
  3. อนัตตา – cloud computing เป็นเพียงแค่นามสมมติที่คนบัญญัติชื่อขึ้นมา แม้มันจะดูเหมือนหรือแตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆก็ดี มีนิยามอันเลิศหรูก็ดี มีแผนการขายและโฆษณาน่าสนใจขนาดไหนก็ดี แต่ cloud computing ก็ไม่มีอะไรให้คนหรือสรรพสิ่งอื่นๆยึดติดหรือพึ่งพิงได้เลย 100%
cloud computing เป็นเทคโนโลยีที่มนุษย์เราสร้างสรรขึ้นมา โดยการต่อยอดมาจากเทคโนโลยีอื่นๆอีกมากมาย โดย cloud computing กำเนิดมาจากความต้องการ (หรือ “กิเลส”) ของผู้ให้บริการ cloud computing ที่ต้องการเพิ่มผลประกอบการ โดยลักษณะของ cloud computing ที่ผู้ให้บริการพยายามสร้างสรรขึ้นมาเพื่อเพิ่มผลประกอบการได้นั้นมีลักษณะ (อันเป็น “อัตตาสมมติ”) ดังนี้
  • บริการสาธารณูปโภคที่เข้าถึงได้ทุกที่ – บริการสาธารณูปโภคจะถูกให้บริการโดยองค์กรอื่น เพื่อให้บริการทรัพยากรบางอย่างที่สามัญหรือเป็นที่ต้องการโดยทั่วไป (เช่น น้ำ ไฟ หากแต่ใน cloud จะเป็น CPU storage และซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นต้น)   และบริการดังกล่าวควรเข้าถึงได้สะดวกและทั่วถึง และ “อินเทอร์เน็ต” ก็เป็นคำตอบของ cloud อีกทั้งผู้ให้บริการสามารถทำเงินได้จากลูกค้าทั่วโลกได้ด้วย … และรูปภาพ “ก้อนเมฆ” ก็เป็นสัญลักษณ์ของอินเทอร์เน็ต (ลองไปหาดูตัวอย่างรูปนี้ได้ในโปรแกรม Visio) เราก็เลยเอารูป  “ก้อนเมฆ” มาเป็น “อัตตา” ให้เป็นชื่อเรียกปิดบังความเป็นอนัตตาของ cloud computing ได้บ้างนั่นเอง
  • ขายได้เยอะๆด้วยราคาสมเหตุสมผล – บริการ cloud ต้องเข้าถึงลูกค้าที่มีมากมายมหาศาลจากทั่วโลก หากราคาของบริการแพงเกิน จำนวนลูกค้าย่อมน้อยลงเพราะลูกค้ามีทางเลือกเยอะแยะ แต่ขายถูกเกินไปก็ไม่ได้กำไรมากพอหรืออาจจะขาดทุน ยิ่งกว่านั้นหากบริการมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ผู้ให้บริการย่อมเสียลูกค้าบางส่วนหรือส่วนที่ใหญ่ๆไป ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหานี้ ก็คือ ต้องลงทุนเยอะเพื่อเตรียมทรัพยากรจำนวนมาก และต้องลงทุนให้ชาญฉลาดด้วย เช่น เลือกทำเลเพื่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่กว้างใหญ่แต่ราคาถูก อากาศดี มีค่าไฟถูก ต้องลดโลกร้อนให้ได้เพื่อส่งเสริม greenpeace และจะได้ประหยัดเงินค่าไฟ และลดภาษีคาร์บอน(ถ้ามี) และต้องมีกลยุทธ์ในการจัดซื้อทรัพยากร อย่างเซิร์ฟเวอร์ว่าต้องซื้อจำนวนเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าเพียงพอต่อจำนวนลูกค้า และก็อาศัย economies of scale โดยซื้อทรัพยากรคอมพิวเตอร์เยอะๆแล้วเอามาแบ่งขายในรูปบริการที่มีราคาสมเหตุสมผล(คือ ไม่แพงไป ไม่ถูกไป) แต่ให้กำไรเยอะในระยะยาว เป็นต้น
  • เอาใจลูกค้า – เกริ่นก่อนว่า ไม่มีผู้ให้บริการ cloud รายใดตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างหลากหลายได้ 100% หรอก หากแต่ผู้ให้บริการพยายามหารูปแบบการให้บริการที่ลูกค้าปรับแต่งได้ง่าย หรืออาจจะเป็นบริการที่ลูกค้าโดยส่วนใหญ่ต้องการได้ เช่น ผู้ให้บริการแบบ IaaS ก็เตรียมเซิร์ฟเวอร์เพื่อโฮสต์ virtual machine ของลูกค้าและลูกค้าสามารถปรับแต่งซอฟต์แวร์บน virtual machine หรือเลือกสเปคของ virtual machine ที่มีฮาร์ดแวร์ใกล้เคียงกับความต้องการ เป็นต้น อย่างไรก็ดี หากเอาใจลูกค้าบางกลุ่มที่เป็นลูกค้าด้านมืด เช่น พวก hacker ฝ่ายอธรรม เป็นต้น cloud ก็ย่อมเป็นอาวุธอันน่ากลัวอย่างที่เราเห็นข่าวค(ล)าว(ด์)มาบ้าง
  • มีประกัน – อย่างที่เกริ่นไว้นะครับว่า cloud  มีลักษณะอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้น ไม่มีบริการ cloud ไหนหรอกครับที่ยั่งยืนหรือไม่มีวันล่ม ดังนั้น ผู้ให้บริการ cloud จึงต้องให้การรับประกันกับลูกค้าว่า บริการของตนให้ความน่าเชื่อถือกับลูกค้าได้ระดับใด มีฝ่ายซัพพอร์ทดูแลลูกค้าในระดับไหน อย่างเช่น เราจะเห็นว่าผู้ให้บริการหลายรายมีเอกสารข้อตกลงที่เรียกว่า service-level-agreement (SLA) เพื่อบ่งบอกระดับการให้บริการว่าทำได้ในระดับใด หลายเจ้าระบุความคงอยู่ของบริการว่าระบบของบริการอยู่ทนได้นานแค่ไหน (เช่น สามารถล่มได้กี่ครั้งต่อปี เป็นต้น) และระบุถึงแนวทางในการชดเชยความเสียหายที่จะเกิดขึ้น  และหากว่ามีผู้บริการ cloud เจ้าไหนให้ประกันว่า คงทน 100% นั้น อย่าไปเชื่อว่าบริการนั้นไม่มีวันล่ม หากแต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ที่บริการนั้นล่มแม้แต่เสี้ยววินาที ผู้ให้บริการจะต้องชดเชยค่าเสียหาย อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการเขาก็มีนิยามคำว่า “ล่ม” ของเขานะ ดังนั้น อ่านเอกสาร SLA ให้ดีๆก่อนตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ
ขี้เกียจพิมพ์แล้วน่ะ … เอาเป็นว่า cloud ก็มีลักษณะคร่าวๆตามนั้น แต่อีกครั้งว่า cloud รวมไปถึงสรรพสิ่งต่างๆนั้นหนีไม่พ้นกฎไตรลักษณ์ คุณจะใช้หรือจะชอบของค(ล)าว(ด์) คุณจะไปพัฒนาระบบให้สุดยอดระดับไหนก็ตาม แม้ระบบจะดีกว่า cloud computing ที่มีให้บริการในปัจจุบันนี้ก็ตาม ระบบทุกระบบย่อมมีข้อดีและเสียในตัวของมันไม่มากก็น้อยและย่อมล่มได้บ้างเป็นบางเวลา
หากคุณยังไม่ถอดใจไปจากการใช้ cloud แต่คุณยังไม่แน่ใจพอว่ามันจะคุ้มหรือเปล่า ผมแนะนำให้คุณอ่านเอกสาร SLA ของผู้ให้บริการที่คุณจะเลือกให้รอบคอบ สงสัยอะไรก็ติดต่อไปถามเลย และถ้าจะดีลองทำ cost benefit analysis ดูครับว่าคุณจะได้ดีได้เสียอะไรบ้างจากการใช้หรือไม่ใช้บริการ cloud computing

10 thoughts on “Cloud computing มีลักษณะ 3 ประการ

  1. PaPaSEK says:

    สวัสดีครับ ผมมีคำถามที่ผมไม่เข้าใจสักที

    รบกวนช่วยนิยามหน่อยครับว่า Cloud คืออะไร และไม่ใช่อะไร

    ไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจครบถ้วนครับ

    • สวัสดีครับคุณ PaPaSEK

      ผมคงไม่อธิบายยาวนะครับ มันคุยกันได้นาน จริงๆผมนิยามใน blog แล้วครับ ที่ blog นี้แล้ว ลองดูได้ที่ https://javaboom.wordpress.com/2008/07/23/whatiscloudcomputing/ กับ https://javaboom.wordpress.com/2008/10/23/whatiscloudcomputing2/

      อย่างไรก็ดี cloud มันเป็นศัพท์แฟชั่นน่ะครับ อย่าไปสนใจนิยามของมันครับ เพราะผู้ให้บริการแต่ละเจ้าก็มีฟีเจอร์รวมถึงนิยามของ cloud ของตนเอง โดยรวมมันก็เหมือนการบริการออนไลน์ที่เราเคยเห็นในอดีต เช่น โฮสต์เครื่องเซิร์ฟเวอร์เสมือนแบบ VPS ที่เลือกสเปคได้, โฮสต์แอพได้เหมือนกับบริษัทบริการโฮสต์ เป็นต้น สิ่งที่ cloud พยายามทำให้แตกต่างคือ ลูกค้าสามารถซื้อได้ตามใช้งานจริงแบบไม่มีผูกมัดรายเดือนหรือรายปี (สมัยก่อนมี cloud ก็มีอย่างนี้อยู่)และการให้การรับประกันลูกค้าด้วยเอกสาร SLA (ซึ่งบริการแบบดั้งเดิมก็มี) แต่ที่เด่นๆก็คงเรื่อง elastic คือ ยืดขยายทรัพยากรได้อัตโนมัติ (แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ยุ่งยากอยู่และมีต้นทุนสูง) ซึ่งลักษณะของผู้ให้บริการ cloud จริงๆต้องมีทรัพยากรขนาดใหญ่มากๆกระจายอยู่ทั่วโลก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการผู้ใช้ที่หลากหลายและไม่แน่นอนจากทั่วโลก เช่น google, microsoft, ibm, amazon เขาสามารถลงทุนกับทรัพยากรขนาดใหญ่เช่นนี้ได้

      สรุปนะครับ … ผู้คนไม่ควรยึดติดกับอัตตาของ cloud มากนะครับ cloud ความหมายหนึ่งในภาษาอังกฤษมันก็แปลว่า “ไม่ชัดเจน” หากอยากจะใช้ cloud หรือไม่ได้เป็น cloud ก็ตาม ควรศึกษาก่อนว่า ผู้ให้บริการ เขาให้บริการอะไรเราบ้าง มีบริการหรือฟีเจอร์อย่างที่เราอยากได้ไหม และเราสามารถเข้าถึงฟีเจอร์เหล่านั้นได้ไหม (คือ เรามีทักษะและประสบการณ์ ความรู้ที่จะใช้ไหม) เพราะฟีเจอร์อาจจะใช้ยากเกินไปก็ได้ ท้ายที่สุดคือ ดูว่าผู้ให้บริการเขาประกันคุณภาพไว้อย่างไรบ้างครับ

      • PaPaSEK says:

        โอ้ขอบคุณครับ

        เป็นเพราะว่าแต่ละเจ้าก็ใช้คำว่า Cloud ในแนวทางของตัวเองนี่เอง ผมก็เลยงงว่าตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่

        เดี๋ยวผมขออ่านบล็อกที่ให้ลิงค์ไว้ก่อนครับ ถ้างงแล้วเดี๋ยวจะตามไปกวนถึง SG เลย ฮ่า ฮ่า

  2. อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ เพิ่งจะมาเข้าใจก็ blog นี้นี่แหละ สรุปไว้เข้าใจง่ายมากเลยค่ะ
    ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s