พลังงานทางเลือก เลือกมากแค่ไหนก็ไม่ดีพอ (?)

วันนี้เปิด facebook แล้วไปอ่านเจอโพสต์ของเพื่อนผม (กิ๊ @kittirak) เป็นข่าวที่ว่าอินเดียลงทุนกับพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ได้ถูกกว่าโรงไฟฟ้าแบบถ่านหิน (แหล่งข่าว)  ผมสนใจข่าวนี้มาก ไม่ใช่เพราะเรื่องไฟฟ้าที่ถูกกว่าถ่านหิน แต่ว่าผมสนใจเพราะเป็นเรื่องพลังงาน ผมสนใจเพราะมันเป็นเรื่องทีผมเคยเชียร์ให้ประเทศ(ต่างๆ)มีแผนปฏิรูปการบริหารจัดการไฟฟ้า ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนกับพลังงานทางเลือกและการรณรงค์ให้คนในชาติประหยัดพลังงานเพียงเท่านั้น เพราะมันไม่ดีพอ หากแต่ต้องปฏิรูปแผนการบริหารพลังงานกันทั้ง ecosystem กันเลยทีเดียว

เอาเป็นว่าผมสนใจเรื่องนี้มาก ถึงขนาดว่า สมัยตอนผมเรียนปริญญาเอก ผมเคยทำงานวิจัยด้านการบริหารจัดการพลังงานเป็นงานไซด์ไลน์พร้อมๆกับทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกกันเลยทีเดียว (ที่เรียกว่าไซด์ไลน์ เพราะหัวข้อดังกล่าวนี้ไม่อยู่ในแผนวิจัยในวิทยานิพนธ์) รวมไปถึงผลิตเปเปอร์ด้านนี้ร่วมกับท่านอื่นโดยเฉพาะกับรุ่นน้อง (บู้) และอาจารย์ของผม (อ. ดุสิต) … ไหนๆผมก็ไม่ได้อัพบล็อกมาแสนนาน ผมก็ขอใช้คอมเมนต์ที่ตอบในโพสต์ของเพื่อนผมมาแปะที่นี่ ให้บล็อกผมมีเนื้อหาใหม่ไว้ด้วยเลยแล้วกัน(แก้ไขบ้างบางส่วน)

ลงทุนกับไฟฟ้าพลังงานธรรมชาติอย่างเดียวไม่พอ หากแต่ต้องมีระบบจัดการที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้ผลิตและผู้ใช้ และการสนับสนุนจากภาครัฐด้วย เหตุผลมีหลายปัจจัย เช่น พลังงานจากแหล่งธรรมชาติมันไม่แน่นอน (เช่น ต้องมีแสงเข้มสำหรับ solar panel ต้องมีลมพอเหมาะสำหรับ wind turbine ลมแรงไป ป้องกันกำลังไฟไม่พร้อมมันจะแย่กว่าดี) อีกด้านหนึ่ง ความต้องการไฟฟ้าจากผู้ใช้ก็ไม่แน่นอน มีขึ้นมีลง บางประเทศเลยต้องผลิตไฟฟ้าให้เกินกว่าความต้องการเฉลี่ย ถ้าผลิตให้แค่เพียงพอหรือน้อยกว่าความต้องการเฉลี่ย ก็ทำให้มีไฟฟ้าไม่พอ ซึ่งก็ต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปกติเขาไม่ได้ขายไฟฟ้าแบบ on-demand (อย่าง spot market ที่มีราคาแปรปรวน) ปกติเขาขายไฟแบบมีสัญญา (forward contract) ที่ต้องทำสัญญากำหนดปริมาณกำหนดราคากันล่วงหน้า (จ่ายตังค์ล่วงหน้า) ซื้อสัญญามากไปใช้ไม่หมดก็สิ้นเปลือง ซื้อสัญญาน้อยไปก็กลับมาปัญหาเดิมคือปริมาณไฟไม่พอต่อความต้องการ สุดท้ายเลยมักซื้อให้เกินเข้าว่า

มองในด้านรัฐบาล (ในมุมกว้าง ไม่จำกัดแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง) รัฐบาลต้องไม่ใช่แค่รณรงค์ให้คนประหยัดไฟ (ไม่ค่อยได้ผล) แต่ควรกำหนดราคาไฟฟ้าให้เหวี่ยงตามกำลังผลิตกับความต้องการจริง (ขั้นบันไดราคาในบางประเทศยังไม่สร้างแรงกดดันมากพอให้คนประหยัดไฟ) จึงเป็นที่มาว่าบางประเทศลงทุนกับ smart meter กำหนดภาษีคาร์บอนให้กับธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าเยอะๆ รวมไปถึงสร้างตลาด futures market สำหรับไฟฟ้า บางประเทศมีไฟฟ้าฟิวเจอร์มาสักพักแล้ว

กลับมาที่ฝั่งผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ใช้ต้องไม่ใช่แค่รอซื้อไฟฟ้าเมื่อยามอยากเท่านั้น หากต้องบริหารจัดการใช้ไฟฟ้าของตนด้วย มี demand side management (DSM) ต่อให้มี solar panel กำลังผลิตสูงก็ไม่พอ เพราะต้องมีตัวสำรองไฟฟ้าให้พอที่จะใช้ด้วย การจะลงทุนกับ battery energy storage system (BESS) นั้นราคาไม่ถูก และแบตมี loss rate (พลังงานในแบตหายไปกี่ % ต่อหน่วยเวลาก็ว่ากันไป) ยิ่งถ้าต้องสำรองไฟฟ้าปริมาณมากยิ่งแพงมหาโหด ถ้าเป็นครัวเรือนอาจไม่จำเป็นต้องมีแบตใหญ่ ขอแค่พอกับอุปกรณ์ที่กินไฟสูงในช่วงดึกก็พอ (เช่น แอร์) วันไหนใช้ไฟน้อย ก็ขายไฟฟ้ากลับกริด ถ้ากริดรับซื้อต่อราคาน่าสนหรือเป็นส่วนลดค่าไฟจากกริด ก็จะเป็นแรงส่งเสริมให้คนลงทุนกับพลังงานทดแทนไม่มากก็น้อย เขาเรียกแนวทางนี้ว่า HEMS (Home Energy Management System)

ถ้าเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มี batch order ดาต้าเซ็นเตอร์พวก public cloud ที่รู้ว่ามีลูกค้าใช้งานตลอดเวลา หรือพวกที่ประเมิณได้ว่าใช้ไฟฟ้าช่วงไหนมากน้อยเท่าไหร่ หากมี DSM ที่ดี ก็สามารถวางแผนใช้ไฟฟ้าจาก solar/wind ได้ ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนปกติราคาถูกกว่ากลางวันอยู่แล้ว ก็ต้องวางกำลังกะคนงานสร้างการผลิตในช่วงกลางคืน (หลายเทศก็ทำเช่นนี้ รวมไทยด้วย)  รวมไปถึงต้องมีการเปิดปิดดับไฟอุปกรณ์ที่ไม่ใช้งานหรือปรับเข้าสู่โหมดประหยัดไฟ (เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์เปิดเซิรฟ์เวอร์เมื่อมีโหลดงาน้อยและใช้ VM consolidation รวม VM หลายตัวเข้าเซิร์ฟเวอร์เดียว)  ถ้าไฟฟ้าที่ผลิตเองไม่พอก็ซื้อจากกริด ไม่ก็วางแผนซื้อไฟฟ้า futures ให้ดีๆ (ถ้าประเทศนั้นมีตลาดขายนะ)

บางท้องถิ่น เช่น พื้นที่บุกเบิกใหม่ เกาะที่กำลังเจริญ เป็นต้น อันนี้เหมาะทำ microgrid จากไฟฟ้าแหล่งธรรมชาติ หรือจะวางสายไฟแบบ PLC (public-line communication) ตั้งแต่ต้นก็ได้เลย ทำให้คนเล่นเน็ตผ่านสายไฟได้ด้วย พวกประเทศด้อย/กำลังพัฒนาก็กำลังทำโมเดลนี้(หรือว่าทำไปแล้ว) แต่พวกประเทศที่มีระบบไฟฟ้าแบบดั้งเดิม+มีระบบราคาแบบดั้งเดิม+มีระบบบริหารแบบดั้งเดิม+มีคนที่มีความคิดเก่าๆเดิมๆ อ่า … จะใช้โรงงานไฟฟ้าผลิตไฟแหล่งไหนมันก็…เดิมๆเช่นกัน(ที่น่าเศร้าคืออาจจะแย่ลงมากๆในระยะยาว หรืออาจจะระยะอันใกล้นี้)

สรุป คำว่ารักคงยังไม่พอ ต้องบริหารพลังงานรักให้ดีด้วย (พลังงานไฟฟ้าก็เช่นกัน)

อ่า … ใครสนใจเรื่องนี้ก็คุยกันต่อได้ครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s